ตลาดข้าวเสรีอาเซียนไม่ง่ายอย่างที่คิด

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

เมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดคะเนว่า ปีนี้ราคาข้าวเริ่มมีแนวโน้มที่ดี เพราะหลายประเทศอย่างอินเดีย สหรัฐอเมริกาลดปริมาณการผลิต ขณะที่ตลาดขยายเพิ่มขึ้น

ข้าวเป็นพืชที่มีการเพาะปลูกกันมากในอาเซียน เพราะข้าวเป็นทั้งพืชอาหารดั้งเดิมของเอเชีย เป็นวิถีชีวิตของแต่ละประเทศ  ซึ่งข้อมูลปี 2557 ประชาคมอาเซียนมีผลผลิตข้าวโดยรวมประมาณ 117 ล้านตันข้าวสาร ในจำนวนนี้มีการใช้บริโภคภายในภูมิภาค 103 ล้านตันข้าวสารและมีผลผลิตส่วนเกินจำนวน 14 ล้านตัน แต่มีการค้าขายภายในอาเซียนประมาณ 4.4 ล้าน ดังนั้นผลผลิตส่วนใหญ่ของอาเซียนจึงต้องส่งเป็นสินค้าออกไปนอกอาเซียน

ที่จริงตลาดสินค้าเกษตรในอาเซียนเปิดเสรีแล้ว แต่ข้าวมีความสลับซับซ้อนของตลาด โดยแบ่งสมาชิกออกได้เป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกได้แก่กลุ่มประเทศที่ผลิตข้าวได้เหลือกินเหลือใช้ในประเทศและส่งเป็นสินค้าออก ได้แก่ ไทย เวียดนาม กัมพูชา เมียนมาร์ และสปป.ลาว กลุ่มนี้มีประเทศไทยซึ่งอยู่ในกลุ่มอาเซียนเก่าได้ตกลงยกเลิกภาษีการนำเข้าข้าวเป็นศูนย์มานับตั้งแต่ปี 2553

ส่วนประเทศเวียดนาม กัมพูชา เมียนมาร์ และสปป.ลาว ซึ่งเป็นกลุ่มอาเซียนใหม่ตกลงที่จะยกเลิกการนำเข้าสินค้าข้าวเป็นศูนย์นับจากปี 2559 เป็นต้นไป

กลุ่มที่สองมีพื้นที่การผลิตข้าวน้อยมากหรือไม่มีเลยและต้องพึ่งการนำเข้าเป็นสำคัญ ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์และบรูไน ได้ตกลงลดภาษีการนำเข้าข้าวเป็นศูนย์นับจากปี 2553 พร้อมกับประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ส่วนกลุ่มที่สามได้แก่ประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวเป็นพืชอาหารที่สำคัญและมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยเกี่ยวข้องกับการผลิตข้าว แต่การผลิตข้าวภายในประเทศกลับมีไม่เพียงพอและต้องพึ่งพิงการนำเข้าข้าวเข้ามาเสริมบางส่วนให้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ อีกทั้งเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประชากรในประเทศ พร้อมๆ กับการดูแลเกษตรกรในประเทศเหล่านั้นให้เกิดความมั่นคงในอาชีพการทำนาไปพร้อมๆ กัน

การดำเนินนโยบายเพื่อให้เกิดการพึ่งพิงตนเองเรื่องข้าวของประเทศในกลุ่มนี้ นอกจากจะยกระดับราคาในประเทศให้สูงเพื่อสร้างแรงจูงใจและสร้างรายได้ให้เพียงพอกับอาชีพการทำนาแล้ว ประเทศในกลุ่มนี้ยังคงใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจำกัดการนำเข้าสินค้าข้าวที่มีราคาต่ำกว่าการผลิตภายในประเทศของตน และขณะเดียวกันก็เป็นการป้องกันไม่ให้มีการนำเข้าข้าวเข้ามามากจนเกิดผลกระทบกับราคาข้าวที่เกษตรกรภายในประเทศจะได้รับ

โดยประเทศอินโดนีเซียแม้จะลดภาษีลงจากเพดานเดิมบ้างแล้วแต่ก็จะยังคงภาษีการนำเข้าข้าวไว้ที่ร้อยละ 25 และมีองค์กรที่เรียกว่า บุลล็อก (Bullogหรือ The National Logistic Supply Organization) ทำหน้าที่ในการบริหารการนำเข้าสินค้าข้าวและการกำหนดโควตาการนำเข้าในแต่ละปีเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาข้าวภายในประเทศประเทศ

ส่วนฟิลิปปินส์กำหนดภาษีการนำเข้าสินค้าข้าวไว้ที่ร้อยละ 40 สำหรับการนำเข้าภายในโควตาจำนวน 350,000 ตัน ส่วนการนำเข้าข้าวนอกโควตาได้จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 50 ทั้งนี้กำหนดให้สำนักงานอาหารแห่งชาติ (NFA หรือ National Food Authority) เป็นผู้กำหนดโควตาของการนำเข้าข้าวในแต่ละปี

สำหรับประเทศมาเลเซียจะยังคงภาษีการนำเข้าสินค้าข้าวไว้ที่ร้อยละ 20 และมีองค์กรที่เรียกว่าเบอร์นาส (BERNAS หรือ Padiberas Nasional Berhad) ทำหน้าที่ในการควบคุมและจัดการนำเข้าสินค้าข้าวเพื่อใช้เป็นมูลภัณฑ์กันชนสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้แก่ผู้บริโภคภายในประเทศ

ดังนั้นสำหรับสินค้าข้าวแล้ว การก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2559 ตลาดสินค้าข้าวจะยังไม่เป็นตลาดเสรี โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีนโยบายพึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว เพราะจะยังคงรักษาระดับราคาข้าวในประเทศให้สูงเพื่อจูงใจให้เกิดการขยายตัวด้านการผลิตนั่นเอง และน่ายังจะใช้มาตรการด้านภาษีต่อไปอีกนานครับ!

ที่มารูปภาพ-กรุงเทพธุรกิจ