ถึงราวเกษตรกรไทยต้องเปลี่ยนแปลง

  •  
  •  
  •  
  •  

 โดย…รศ.สมพร อิศวิลานนท์

          ในยุคที่นโยบายการค้า ที่ก้าวไปพร้อมๆความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีในยุคสมัยใหม่ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศโลก นับเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ สู่ผลกระทบอันนำไปสู่ความจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อก้าวให้ทันกับสถานการณ์ของการเปลี่ยนแปลงที่เป็นพลวัตมากยิ่งขึ้น

         เคยมีโอกาสไปร่วมงานสัมมนากับเกษตรกรและเครือข่ายทางสังคมในประเด็นเกี่ยวกับศักยภาพของชาวนาและเกษตรกร ในการปรับตัวมความเป็นพลวัติของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง

         เราคงจะได้ยินกันบ่อยทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และรวมถึงตัวเกษตรกรว่า ความยากจนของเกษตรกรนั้นด้านหนึ่งเกิดจากเกษตรกรขาดความรู้ ความไม่เข้าใจหลักการจัดการไร่นาเชิงธุรกิจฟาร์ม

         เนื่องเพราะการเกษตรกรในบ้านเรา ยังยึกทำการเกษตรแบบดั้งเดิม  มีลักษณะของการทำเกษตรเพื่อยังชีพและเป็นวิถีชีวิต โดยคำนึงถึงความมั่นคงทางอาหารให้กับครัวเรือนเป็นสำคัญ การทำการเกษตรของเกษตรกรจึงเป็นแบบการเรียนรู้สานต่อจากวิธีการผลิตที่บรรษพุรุษเคยทำกันมาหรือที่เรียกว่าภูมิปัญญานั่นแหละ

         อีกด้านหนึ่งเกิดจากเกษตรกรไม่เข้าใจกลไกตลาดและขาดอำนาจต่อรองทางการตลาด ทำให้ตกเป็นผู้เสียเปรียบเมื่อนำผลผลิตออกขายสู่ตลาด

        ที่จริงประเทศไทยมีการค้าขายสินค้าเกษตรโดยเฉพาะสินค้าข้าวกับต่างประเทศมาอย่างยาวนาน เพราะไทยมีอุปทานผลผลิตข้าวที่มีเหลือเพื่อการส่งออกมาอย่างยาวนาน หากย้อนนับไปสู่การเปิดประตูการค้าเสรีกับประเทศตะวันตก เมื่อประมาณกว่าสองร้อยปีที่ผ่านมา

        หากย้อนไปดู นับจากที่ได้ทำสันธิสัญญาเบาว์ริงกับอังกฤษและรวมถึงการทำสนธิสัญญากับชาติตะวันตกอื่นๆตามมาในรัชสมัยพระจ้าอยู่หัวรัชกาลที่สี่ นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของโครงสร้างการเกษตรของประเทศไทย

         เพราะทำให้เกิดการขยายตัวของพื้นที่และจำนวนครัวเรือนที่ประกอบอาชีพการทำนามากขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคนั้นเพราะข้าวเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญและตลาดต่างประเทศมีความต้องการมากอีกทั้งหลายประเทศในเอเชียในยุคนั้นผลิตข้าวได้ไม่เพียงพอและอยู่ในภาวะขาดแคลนอย่างมากโดยเฉพาะประเทศที่เป็นอาณานิคมของตะวันตก เช่นอินโดนิเซีย มาเลเชีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น 

        จะเห็นได้ว่า ในที่ราบโดยเฉพาะในที่ราบภาคกลางได้มีการขยายตัวของการผลิตข้าวเพื่อป้อนตลาดส่งออก ทำให้เกิดการพัฒนาเส้นทางคมนาคมโดยเฉพาะการขุดคูคลองเพื่อให้เป็นเส้นทางคมนาคมและการขนส่งสินค้าข้าว อีกทั้งสนับสนุนให้ประชากรไปบุกเบิกพื้นที่เพื่อการทำนาในภูมิภาคต่างๆมากขึ้น

         ศาสตราจารย์เจมส์ ซี อินแกรม ได้เขียนหนังสือเรื่องการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจในประเทศไทยในช่วงปี ค.ศ. 1850-1970(พ.ศ.2393-2513) ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1952 มีเนื้อหาระบุว่า หลังสนธิสัญญาเบาว์ริงการส่งออกสินค้าข้าวและตลาดการค้าข้าวของไทยในต่างประเทศได้ขยายตัวอย่างมากหลังการเปิดเสรีทางการค้ากับตะวันตก 

         ข้าวได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทยตั้งแต่นั้นมา พร้อมกับการสร้างรายได้ให้กับประเทศและชาวนาไทยเป็นอย่างมากมูลค่าส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้นจาก 1.87 ล้านหาบ(1หาบเท่ากับ 60 กก.)เฉลี่ยในช่วงปี พ.ศ.2413-17 มาเป็น 15.22 ล้านหาบหรือ เฉลี่ยในช่วงปี พ.ศ. 2453-57 และเพิ่มขึ้นเป็น 25.37 ล้านหาบ เฉลี่ยในช่วงปี พ.ศ.2473-77

         ในขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวได้ขยายตัวจาก 11.5 ล้านไร่เฉลี่ยในช่วงปี พ.ศ. 2453-57 มาเป็น 20.1 ล้านไร่เฉลี่ยในช่วงปี พ.ศ.2473-77 ซึ่งการขยายตัวของการค้าข้าวภาคเอกชนกับต่างประเทศ ได้ส่งผลต่อการขยายตัวของกลไกตลาดข้าวและการขยายตัวของจำนวนโรงสีข้าวที่เกิดในภูมิภาคต่างๆของไทยตามมา

        อย่างไรก็ตามแม้ตลาดสินค้าข้าวจะมีการเปลี่ยนแปลงขยายตัวและเชื่อมโยงจากไร่นาสู่ตลาดส่งออกอย่างเป็นระบบมากขึ้น แต่การที่เกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวเป็นรายเล็กรายน้อยและมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำกัด จึงมีผลทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางเพื่อเข้าถึงระบบตลาดในการจำหน่ายสินค้าที่ผลิตได้ ขาดอำนาจต่อรองและได้รับราคาต่ำ ซึ่งทำให้ฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรโดยเฉพาะเกษตรกรที่ทำนามีระดับรายได้ต่ำและตามไม่ทันกับผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ

         การพัฒนาการเกษตรในช่วงครึ่งสตวรรษที่ผ่านมาแม้จะมีผลให้รูปแบบการผลิตข้าวการทำเกษตรของเกษตรกรโดยเฉพาะการทำนาได้มีการเปลี่ยนแปลงจากการใช้ปัจจัยการผลิตในครัวเรือนไปสู่การจัดหาปัจจัยการผลิตจากระบบตลาดและการจ้างแรงงานมากขึ้นหรือที่เรียกว่าระบบธุรกิจฟาร์ม รวมถึงมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพิ่มมากขึ้นก็ตาม

        แต่…การขาดความเข้าใจในวิธีการจัดการการผลิตและผลผลิตไร่นาเชิงธุรกิจฟาร์มของเกษตรกรส่วนใหญ่ รวมถึงการเน้นปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ไม่สามารถเข้าถึงตลาด ที่มีการจำหน่ายผลผลิตอย่างเป็นธรรม การขาดอำนาจต่อรอง จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้น้อยและยากจน

        ปีเก่ากำลังผ่านพ้นไป จงสลัดความคิดเก่าๆที่ล้าสมัยออกไป ย่างก้าวเข้าสู่ปีใหม่ต้องปรับตัว และเปลี่ยนความคิดใหม่ เพื่อเดินหน้าก้าวทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อนำไปสู่ความมั่งคงและยั่งยืนของอาชีพผู้ประกอบการเกษตรในอนาคต