ยันสินค้าเกษตรจากแปลงGAPปลอดภัยชัวร์

  •  
  •  
  •  
  •  

กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันสินค้าเกษตรจากแปลง GAP ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ชี้ผลจากดำเนินการเฝ้าระวังสารพิษตกค้างจากแหล่งผลิตพืชทั่วประเทศ 196 ชนิด  รวม 4,518 ตัวอย่าง พบว่า สินค้าเกษตรที่เก็บจากแปลงที่ได้มาตรฐาน จีเอพี จำนวน145 ชนิด ผ่านมาตรฐานปลอดภัย 100% ระบุ หอมแดง มะเขือยาว ผักสลัด/ไฮโดรโพนิกส์ ผักกาดหอม กระเจี๊ยบเขียว บลอคโคลี ชะอม ถั่วแขก เห็ด กล้วย สตรอเบอร์รี ส้มโอ ปลอดภัย ขณะที่พบสารจะเป็นพวก คะน้า พริก มะเขือเทศ ส้ม องุ่น

          นายอุทัย นพคุณวงศ์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร  เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนตุลาคม 2559 – กรกฎาคม 2560 กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำการเฝ้าระวังสารพิษตกค้างจากแหล่งผลิตพืชทั่วประเทศ ทั้งหมด 196 ชนิดพืช รวม 4,518 ตัวอย่าง แบ่งเป็น แปลงที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (จีเอพี : GAP) จำนวน 1,608 ตัวอย่าง และแปลงที่อยู่ระหว่างการตรวจรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีทางการเกษตร (จีเอพี : GAP) จำนวน 2,904 ตัวอย่าง และแปลงเกษตรอินทรีย์ (Organic) จำนวน 6 ตัวอย่าง

          สรุปได้ว่า สินค้าเกษตรที่เก็บจากแปลงที่ได้มาตรฐาน จีเอพี ผ่านมาตรฐานสารพิษตกค้าง 92.2 % และแปลงที่อยู่ระหว่างการตรวจรับรองมาตรฐาน จีเอพี ผ่านมาตรฐาน 93.6% ส่วนแปลงเกษตรอินทรีย์ 6 แปลง ไม่พบสารตกค้างทั้งหมด ทั้งนี้ จากการตรวจวิเคราะห์ โดยสินค้าเกษตร 145 ชนิด จาก 196 ชนิด ผ่านมาตรฐานปลอดภัย 100% เช่น หอมแดง มะเขือยาว ผักสลัด/ไฮโดรโพนิกส์ ผักกาดหอม กระเจี๊ยบเขียว บลอคโคลี ชะอม ถั่วแขก เห็ด กล้วย สตรอเบอร์รี ส้มโอ เป็นต้น

          นอกจากนี้ ทางกระทรวงเกษตรฯ มีแนวทางในการกำกับดูแล คือ สินค้าเกษตรที่อยู่ระหว่างการขอการรับรองมาตรฐานที่ตรวจพบการตกค้างที่เกินค่ามาตรฐาน กรมวิชาการเกษตรจะไม่ออกใบรับรองแหล่งผลิตพืชให้เกษตรกรรายนั้นๆ และต้องดำเนินการขอยื่นการขอรับรองใหม่ ส่วนสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานและตรวจพบการตกค้างที่เกินค่ามาตรฐาน กรมวิชาการเกษตรจะดำเนินการแจ้งเตือนเกษตรกรให้ปรับปรุงระบบการผลิตพร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา หากแนวทางแก้ไขปรับปรุงไม่ได้ผลหรือไม่มีประสิทธิภาพและตรวจพบปัญหาซ้ำ กรมวิชาการเกษตรจะพิจารณาให้พักใช้ใบรับรองแหล่งผลิตพืชต่อไป

         ด้านนายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ผักผลไม้ที่พบสารตกค้างเกินค่ามาตรฐาน สูงกว่าผักผลไม้อื่น เช่น คะน้า พริก มะเขือเทศ ส้ม องุ่น เป็นต้น ซึ่งพบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานประมาณ 7% ของตัวอย่างทั้งหมด ในขณะที่ผักผลไม้บางชนิด เช่น กะเพรา โหระพา  ผักชี ผักชีฝรั่ง มะม่วง ลำไย แก้วมังกร ฝรั่ง มังคุด เป็นต้น ซึ่งเป็นพืชที่ยังมีมาตรฐานสารพิษตกค้าง (MRLs) กำหนดไว้น้อยมาก ซึ่งผลการพบสารพิษตกค้างนั้น แม้พียงปริมาณน้อยๆ ก็สรุปว่าเกินมาตรฐานแล้ว

         สำหรับ สินค้าที่พบสารตกค้างเกินมาตรฐานส่วนใหญ่ เป็นสินค้าประเภทพืชผักสวนครัว ซึ่งบริโภคในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีการเพาะปลูกในประเทศอื่นๆ จึงยังไม่มีข้อมูลการทดลองทางวิทยาศาสตร์เพื่อกำหนดมาตรฐาน ในเรื่องนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย มกอช. จะเร่งดำเนินการกำหนดมาตรฐานตามหลักสากลร่วมกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับใช้ในการกำหนดค่ามาตรฐานต่อไป

          “การที่พบสารตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ในกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าผักผลไม้เหล่านี้ ไม่สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย ผู้บริโภคไม่ต้องวิตกกังวลในเรื่องความปลอดภัยผัก ผลไม้ จนเกินไป เพราะสารตกค้างนี้จะเกิดอันตรายต่อเมื่อบริโภคในปริมาณมาก นอกจากนี้การล้างผักผลไม้ก็ยังเป็นกระบวนสำคัญที่จะช่วยลดสารตกค้างเหล่านี้ได้” รองเลขาธิการ มกอช. กล่าว

          ขณะที่นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่า  ในปี 2560 ได้ดำเนินการศึกษาปริมาณสารพิษตกค้างที่ผู้บริโภคได้รับจริงจากอาหาร ที่เรียกว่า “Total Diet Study” ซึ่งเป็นการประเมินการได้รับสัมผัสที่องค์การอนามัยโลกยอมรับว่าเป็นการศึกษาที่ให้ข้อมูลที่แสดงการได้รับสารพิษจากอาหารได้อย่างแม่นยำใกล้เคียงความเป็นจริงเพื่อประเมินความเสี่ยงของคนไทย โดยเก็บตัวอย่างอาหารครอบคลุมทั่วทุกภาคตามข้อมูลผู้บริโภคของประเทศไทยมาตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการที่สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยตรวจวิเคราะห์สารพิษสารปนเปื้อน ทั้ง 5 ประเภท ได้แก่

           1) สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช 2) โลหะหนัก 3) สารกลุ่มไดออกซิน และสารกลุ่มพีซีปีที่มีโครงสร้างคล้ายไดออกซิน 4) สารกลุ่มพีเอเอช (polycyclic aromatic hydrocarbons, PAHs) และ5) ยาสัตว์ตกค้าง   ยืนยันด้วยว่า ผลการวิเคราะห์พบว่าคนไทยมีความปลอดภัยจากการได้รับสารพิษสารปนเปื้อนทั้ง 5 ประเภท จากอาหารที่บริโภค

           นายแพทย์สมฤกษ์ กล่าวอีกว่า สารพิษตกค้างชนิดที่พบสูงสุด พบเพียงไม่เกิน 15% ของค่าปลอดภัย และส่วนใหญ่พบไม่ถึง 1% ของค่าปลอดภัย ซึ่งหากพบสารพิษตกค้างมากกว่า 100% ของค่าปลอดภัย แสดงว่าผู้บริโภคจะได้รับอันตรายจากอาหารที่บริโภค บ่งชี้ว่าการปนเปื้อนโลหะหนักจากอุตสาหกรรมการผลิตภาคเกษตร และการกำกับดูแลควบคุมการใช้สารเคมีต่างๆ ที่เป็นปัจจัยการผลิตของประเทศไทยมีประสิทธิภาพ

           ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องในการเฝ้าระวังปัญหาดังกล่าว และพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในปีงบประมาณ 2561 กระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินงานบูรณาการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยจะดำเนินการโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย ภายใต้นโยบาย Green & Clean Hospital ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยและสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรในการผลิตสินค้าเกษตรตามมาตรฐานอีกทางหนึ่ง

          ทั้งนี้ ในระยะต่อไป กระทรวงเกษตรฯ และ กระทรวงสาธารณสุข จะร่วมมือกันในการเฝ้าระวังความปลอดภัยของผู้บริโภค ทั้งจากแหล่งผลิตและแหล่งจำหน่ายอย่างเข้มข้น ใกล้ชิดและต่อเนื่องต่อไป

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ