ใบมันสำปะหลัง : อาหารสัตว์เพื่อสุขภาพสัตว์และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย …ผศ.ดร. เกรียงไกร แก้วตระกูลพงษ์

          “จากผลการศึกษาพบว่า มีความต้องการของตลาดที่จะนำใบมันสำปะหลังมาผลิตเป็นอาหารสัตว์เพื่อเสริมสุขภาพสัตว์ รวมทั้งมีความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ที่ต้องการจะนำใบมันสำปะหลังมาใช้เป็นวัตถุดิบโปรตีน สำหรับผสมในอาหารสัตว์ เนื่องด้วยใบมันสำปะหลังสามารถใช้เป็นได้ทั้งแหล่งอาหารหยาบและแหล่งอาหารโปรตีน”

          ปัญหาความขาดแคลนข้อมูลด้านการตลาด สถานการณ์ และทิศทางการค้าสินค้าเกษตรรวมทั้งข้อมูลอุปสงค์และอุปทานโดยรวม เป็นปัญหาหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจลงทุนของเกษตรกรรวมทั้งเป็นปัญหาต่อการกำหนดนโยบายและการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการค้าสินค้าเกษตรของหน่วยงานภาครัฐ

          สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดำเนิน“โครงการศึกษาระบบข้อมูลความต้องการของตลาด”เพื่อกำหนดต้นแบบและยุทธศาสตร์ในการเพิ่มพูนข้อมูลความรู้ทิศทางการตลาดการค้าสินค้าเกษตรที่ถูกต้อง ครบถ้วนทันต่อสถานการณ์ ให้ถึงมือเกษตรกรรวมทั้งเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเกษตรกรในเรื่องสินค้าเกษตรเป้าหมายทั้งข้าวและมันสำปะหลังตลอดจนทางเลือกสินค้าเกษตรอื่นๆที่มีศักยภาพซึ่งจะเป็นปัจจัยที่จำเป็นอย่างยิ่ง

         สำหรับการวางแผนการผลิตในแต่ละฤดูกาลเพื่อให้การลงทุนในปัจจัยการผลิตเกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาด และทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้นปรับวิถีแห่งการเป็นเกษตรกร ให้เป็น Smart Farmer ในการก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0และเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืนและพอเพียง

          จากผลการศึกษาพบว่า มีความต้องการของตลาดที่จะนำใบมันสำปะหลังมาผลิตเป็นอาหารสัตว์เพื่อเสริมสุขภาพสัตว์ (Cassava Leaf asFunctional Feed) รวมทั้งมีความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ที่ต้องการจะนำใบมันสำปะหลังมาใช้เป็นวัตถุดิบโปรตีน สำหรับผสมในอาหารสัตว์ เนื่องด้วยใบมันสำปะหลังสามารถใช้เป็นได้ทั้งแหล่งอาหารหยาบและแหล่งอาหารโปรตีน และจวบจนปัจจุบันนี้ประเทศไทยยังคงต้องนำเข้าวัตถุดิบโปรตีนจากต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 40,000 บาทต่อปี กอปรกับปี พ.ศ. 2560 พบว่า ชาวไร่มันสำปะหลังประสบปัญหาราคาของมันสำปะหลังตกต่ำลงมากราคาลดลงเหลือไม่ถึงกิโลกรัมละ 2 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ตกต่ำมากที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

           ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ทางโครงการฯจึงได้เสนอและสร้างทางเลือกเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังโดยใช้ใบมันสำปะหลังแปรรูปเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ซึ่งเป็นแนวทางที่มีศักยภาพและมีความเป็นไปได้จริง โดยมีรายละเอียดดังนี้

          ใบมันสำปะหลังแห้งเป็นวัตถุดิบเกษตรที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยมีปริมาณโปรตีนสูงถึง 20-25%สามารถใช้ทดแทนวัตถุดิบโปรตีนที่จะนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ได้ เช่นโปรตีนจากปลาป่นที่กำลังประสบปัญหาน่านน้ำการจับปลาโปรตีนจากกากถั่วเหลืองที่ปัจจุบันต้องนำเข้าและมีปัญหาจากการดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) ที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของสัตว์ หากสามารถนำใบมันสำปะหลังมาทดแทนกากถั่วเหลืองได้ แม้เพียงเล็กน้อยประมาณ10% ประเทศไทยก็จะสามารถลดการนำเข้าโปรตีนได้ถึง 4,035 ล้านบาท (จากข้อมูลกากถั่วเหลืองนำเข้าปี พ.ศ. 2558 จำนวน 2.69 ล้านตัน)

           นอกจากคุณค่าทางโปรตีนที่สูงแล้ว ยังมีสารแซนโทฟิลล์ที่ช่วยการเจริญเติบโตของสัตว์และสารแทนนินที่ช่วยป้องกันพยาธิในสัตว์ได้เช่นกัน นอกจากนั้นยังสามารถนำมาเป็นอาหารมนุษย์ได้ด้วย โดยใบมันสำปะหลังแห้งน้ำหนัก 400 กรัมจะเทียบเท่ากับปริมาณโปรตีน 45 ถึง 50 กรัมที่ร่างกายมนุษย์ต้องการหลังจากเก็บใบมันสำปะหลังสดมาแล้วให้นำไปตาก/ผึ่งแดดให้แห้ง โดยอาจสับเป็นชิ้นซึ่งจะทำให้ตากแห้งได้เร็วขึ้น ระหว่างการตาก ควรกลับใบมันสำปะหลังไปมาเป็นระยะ ๆเพื่อให้ส่วนใบและก้านแห้งได้ทั่วถึง โดยตาก/ผึ่งแดด นาน 2–3 แดด

          ตามปกติใบมันสำปะหลังจะมีสารพิษสำคัญ 2 ชนิดคือกรดไฮโดรไซยานิคและสารแทนนินแต่เมื่อได้รับการตากแห้งแล้วจะมีกรดไฮโดรไซยานิคเหลืออยู่ในระดับที่ต่ำมากคือไม่เกิน 30 ส่วนในล้านส่วน (ppm)เช่นเดียวกับในมันเส้นที่สารพิษจะระเหยออกไประหว่างผึ่งแดด จนเหลือในระดับที่ไม่เป็นอันตรายสำหรับสัตว์และกรดไฮโดรไซยานิคในระดับต่ำดังกล่าวนี้กลับช่วยกระตุ้นให้สัตว์มีความต้านทานโรคเพิ่มขึ้นด้วย

         ส่วนสารแทนนินนั้นเป็นประโยชน์ต่อระบบการย่อยอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้อง โดยปริมาณแทนนินที่มีอยู่ในระดับต่ำ14.79 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะสามารถควบคุมพยาธิในตัวสัตว์ได้ มีคุณสมบัติในด้านการมีฤทธิ์ควบคุมพยาธิในแพะแกะได้อย่างดีซึ่งสามารถทดแทนการใช้ยาถ่ายพยาธิในแพะแกะได้อีกด้วย

         นับว่าการใช้ใบมันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์สามารถลดการใช้สารเคมีในการปศุสัตว์ได้ซึ่งจะสามารถนำไปสู่การผลิตเป็นเนื้อสัตว์แบบอินทรีย์ หรือนมจากสัตว์แบบอินทรีย์ได้

         การเก็บเกี่ยวใบมันสำปะหลังเพื่อนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์นั้น มีห่วงโซ่การผลิตดังแสดงในภาพโดยจะเริ่มจากต้นน้ำ คือ เมื่อต้นมันสำปะหลังมีอายุได้ 4 เดือนขึ้นไปจะสามารถเก็บใบมันสำปะหลังได้เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวใบมันสำปะหลังและนำมาขายให้กับพ่อค้าคนกลางในราคาประมาณ 0.8 ถึง 2 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับใบมันสำปะหลังสด (หากเกษตรกรทำการตากใบมันสำปะหลังแห้ง และนำใบมันสำปะหลังแห้งมาขายจะขายได้ในราคา 4 ถึง 6 บาทต่อกิโลกรัม) โดยราคารับซื้อจะขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่

          หลังจากนั้นพ่อค้าคนกลางจะรวบรวมใบมันสำปะหลังสดที่เกษตรกรมาขายส่งต่อให้กับโรงงานที่แปรรูปเป็นใบมันสำปะหลังบดอัดเม็ด โดยทางโรงงานฯจะนำใบมันสำปะหลังสดที่รับซื้อมาตากแดดบนลานตากประมาณ 2-3 แดด เพื่อให้ได้ใบมันสำปะหลังแห้ง หลังจากนั้นทำการบดย่อยโดยการตีป่นและขึ้นรูปเป็นใบมันสำปะหลังอัดเม็ดซึ่งโรงงานฯก็จะขายผลิตภัณฑ์ใบมันสำปะหลังอัดเม็ดให้กับฟาร์มปศุสัตว์ต่างๆ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ซึ่งมีทั้งที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ในประเทศสำหรับฟาร์มหมู สหกรณ์โคเนื้อ สหกรณ์โคนม เป็นต้นและมีการส่งออกใบมันสำปะหลังบดอัดเม็ดไปขายที่ต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยก็มีผู้ประกอบการผลิตและส่งออกใบมันสำปะหลังบดอัดเม็ดไปขายให้กับประเทศเกาหลีใต้ ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น

           บทความนี้นำเสนอเพื่อให้เห็นว่าใบมันสำปะหลังมีคุณประโยชน์และมีคุณค่าทางโภชนะสามารถนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์เพื่อเสริมสุขภาพสัตว์ได้สามารถนำไปใช้ในงานปศุสัตว์และนำไปสู่การผลิตผลิตภัณฑ์จากปศุสัตว์ที่เป็นสินค้าอินทรีย์ (Organic)หรือเป็นสินค้าผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ (Natural Product) ได้

          ปัจจุบันประเทศไทยยังคงมีการนำใบมันสำปะหลังมาใช้ประโยชน์ในปริมาณที่น้อยอยู่ คือประมาณไม่เกิน 1%ของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของประเทศไทยชาวไร่มันสำปะหลังส่วนใหญ่มักจะทิ้งใบมันสำปะหลังไว้เพื่อรอให้ย่อยสลายและเป็นปุ๋ยในไร่หรือนำไปเผาเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นอ่อนที่ไม่ต้องการขึ้นในพื้นที่เพาะปลูก หากมีการเก็บเกี่ยวใบมันสำปะหลังเพียง 10%จากปริมาณมันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทยและนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใบมันสำปะหลังบดอัดเม็ดเพื่อใช้ในประเทศและส่งออกก็จะสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นจำนวนเงินประมาณ 420 ล้านบาทต่อปี

          หากสามารถนำใบมันสำปะหลังมาใช้เป็นวัตถุดิบโปรตีนทดแทนการนำเข้าโปรตีนจากกากถั่วเหลืองได้แม้ทดแทนได้เพียงเล็กน้อย 10% แต่ก็จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดการนำเข้าโปรตีนได้ถึง 4,035 ล้านบาทต่อปี

                                                         …………………………

หมายเหต:ผศ.ดร. เกรียงไกร แก้วตระกูลพงษ์ และคณะภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำด้ข้อมูลจากโครงการศึกษาระบบข้อมูลความต้องการของตลาด ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ