“แอมพิซิลีน”รักษาคนใช้พิชิต”กรีนนิ่ง”สิ้นเชิง แห่งแรกของโลกฝีมือ”อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์”

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย- ดลมนัส กาเจ

         “บางคนสงสัยว่า เราจะใช้ยาปฏิชีวนะที่รักษาคนมารักษาต้นไม้ได้อย่างไร ซึ่งความเป็นจริงต้นไม้ก็เป็นสิ่งมีชีวิต โรคกรีนนิ่งที่ระบาดในพืชตระกูลส้มนั้นมาจาก เชื้อแบคทีเรีย คนที่เกิดอาการอักเสบส่วนหนึ่งก็มาจากติดเชื้อแบคที่เรีย เหมือนกัน ฉะนั้นเรามาสามารถใช้ยาปฏิชีวนะที่รักษาคนมากำจัดเชื้อแบคทีเรียได้”

          หากย้อนไปก่อน 49 ปีที่แล้ว ชื่อเสียงเรียบนามของสัมเขียวหวาน “ส้มบางมด”กระฉ่อนไปทั่วราชอาณาจักร ในเรื่องของรสชาติอร่อย ชื่อนี้ดังเพราะแหล่งปลูกใหญ่ที่สุดกินพื้นที่กว่า 6 หมื่นไร่ใน ต.บางมด อ.ราษฎร์บูรณะ และบางส่วนของ อ.บางขุนเทียน จ.ธนบุรี (ปัจจุบันเป็นแขวงบางมด เขตทุ่งครุ และเขตจอมทอง กรุงเทพฯ)

          ไม่น่าเชื่อในปี 2511 สวนส้มต้องปิดฉากตำนานความอร่อยด้วยอาการตายยืนต้น และทราบที่หลังว่ามันคือโรคกรีนนิ่ง ( Greening) หรือโรคฮวงลองบิงHuanglongbing)ทำให้สวนส้มเขียวหวาน ย้ายถิ่นมีแหล่งปลุกใหม่ในทุ่งรังสิต ในพื้นที่ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี รวมถึงบางส่วนของ อ.บ้านนา จ.นครนายก

                                                                      ภาพนี้จาก:พลังเกษตร

          จากเหตุการณ์โรคกรีนนิ่งระบาดหนักในสวนส้มบางมด ทำตราตรึงในห้วงความคิดของนักวิชาการสาวไฟแรงสมัยนั้น  ” รศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์” แห่งภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.)ต้องกระโดดลงไปในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางเอาชนะโรคที่กำลังระบาด

         หลังจากทราบจากงานวิจัยในปี 2517 ว่า ต้นส้มที่ยืนต้นตายนั้นคือเป็นโรคกรีนนิ่ง ( Greening) หรือโรคฮวงลองบิง(Huanglongbing) จนเวลาผ่านไปกว่า 30 ปี ได้พบว่า “แอมพิซิลีน” ยาปฏิชัวนะที่รักษาโรคอักเสบในคน คือมัจจุราชผู้พิชิต “โรคกรีนนิ่ง”ได้โดยสิ้นเชิง

     “ตอนโรคกรีนนิ่งระบาด อาจารย์กำลังเรียนปริญญาโท ด้านโรคพืช เป็นช่วงที่โรคกรีนนิ่งกำลังระบาดอย่างหนักในสวนส้มเขียวหวานที่บางมด  ซึ่งระบาดมาตั้งแต่หลังน้ำท่วมปี 2510 ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งย้ายพื้นที่เพาะปลูกไปยังทุ่งสังริต ในพื้นที่ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี รวมถึงบางส่วนของ อ.บ้านนา จ.นครนายก  อาจารย์ได้ทำวิทยานิพนธ์ เกี่ยวกับโรคในส้ม และแนวทางเอาชนะของโรคกรีนนิ่ง”รศ.ดร.อำไพวรรณ ย้อนอดีตก่อนสามารชิตโรคร้ายในส้มเขียวหวานได้ในวันนี้

          รศ.ดร.อำไพวรรณ เล่าถึงมีลักษณะของโรคกรีนนิ่งว่า ใบเหลือง เส้นใบเขียวใบเล็กลง ชี้ตั้ง คล้ายขาดธาตุสังกะสีหรือโรคใบแก้ว กิ่งส้มแห้งตายจากปลายยอด ให้ผลผลิตลดลง มีผลส้มมีขนาดเล็กลงและคุณภาพต่ำ ผลร่วงก่อนอายุการเก็บเกี่ยว ต้นส้มโทรมกับทรุดและตายยืนต้น    ในระหว่างนั้นจึงได้ขอทุนสนันสนุนงานวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.)ภายใต้โครงการรักษาโรคกรีนนิ่ง มีระเวลาดำเนินการ 7 ปี ตั้งแต่ปี 2520-2527 โดยไปทดลองในสวนส้มที่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ทั้งในรูปแบบของการรักษาสารเคมีหลายชนิด ฉีดพ่น และการปล่อยแตนเบียน ทำลายเพลี้ยกระโดดส้ม หรือเพลี้ยไก่แจ้ เพราะโรคนี้แพร่ระบาดโดยเชื้อแบคทีเรียไปกับกิ่งพันธุ์และถ่ายทอด โดยมีเพลี้ยไก่แจ้เป็นพาหะ

         และแล้วในปี 2538 โรคกรีนนิ่งกลับระบาดอีกครั้งในสวนส้มกว่า 1 แสนไร่ที่ทุ่งรังสิตและอย่างหนักในปี 2543 รศ.ดร.อำไพวรรณ มองว่าต้องหาทางกำจัดให้ได้ มิฉะนั้นจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่ต่อการผลิตพืชตระกูลส้มในประเทศไทย ช่วงจังหวะที่ประเทศจีน มีการใช้พวกยาปฏิชีวนะที่รักษาโรคอักเสบในคน มาฉีดในต้นส้มได้ผลระดับหนึ่ง จึงได้ศึกษาและไปแนะนำเกษตรกรชาวสวนส้มที่ทุ่งรังสิต แต่เกษตรกรไม่ยอมรับทำให้ตำนานสวนส้มรังสิตได้ปิดฉากอีกในเวล่ต่อ

         กระทั่งในปี 2548 โรคกรีนนิ่งระบาดหนักในสวนส้มเขียวหวานสายพันธุ์สายน้ำผึ้งที่เกษตรกรปลูกว่า 1 แสนใร่ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ จึงขอเงินสนับสนุนการวิจัยจาก วช.อีกครั้ง เพื่อดำเนินโครงการรักษาโรคกรีนนิ่ง ด้วยยาปฏิชีวนะ และหลังจากได้รับการอนุมัติงบประมาณแล้วตัดสินใจเดินทางไปลุยงานเอง โดยมีเกษตรกรชาวสวนส้มสายน้ำผึ้งที่ อ.ฝาง และ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ยินดีให้ทดลองในพื้นที่กว่า 100 ไร่

         ผลการดำเนินงานในปี 2549 เริ่มดีขึ้นตามลำดับ และได้ทำการฝึกอบรมเกษตรกรชาวสวนส้มให้สามารถไปต่อยอดและขยายผลเองกว่า 400 ราย โดยไม่มีค่าตัว เพียงเกษตรรายใหญ่เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางเท่านั้น
        ตอนนั้น รศ.ดร.อำไพวรรณ ได้ทดลองยาปฏิชีวนะ 3 ชนิด คือเตตราไซคลิน ,เพนิซิลลิน,และแอมพิซิลีน แต่ในต่างประเทศนั้นจะใช้ สเตรปโตมัยซิน,อะม็อกซีซิลลิน ไม่มีการนำยาแอมพิซิลีน มาใช้

         จากการทดลองผ่านไป 18 เดือน พบว่า แอมพิซิลีนที่ใช้รักษาคนที่เกี่ยวกับอาการอักเสบที่เป็นแคบซูน ทั้งขนาด 250 มิลิกรัม และ 500 มิลิกรัม จะได้ผลมากที่สุด ถือว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่ใช้ยาแอมพิซิลีน รักษาโรคกรีนนิ่งได้สำเร็จ ตอนนี้กล้าการันตีว่า ถ้าต้นส้มที่โรคกรีนนิ่งวระบาดในระยะแรกไม่เกิน 50 % ได้ผล 100 % และจากกานำผลผลิตส้มเขียวหวานที่ใช้ยาปฏิชีวนะแอมพิซิลีนฉีดในต้นส้มเพื่อรักษาโรคกรีนนิ่ง เพื่อหาสารตกค้างที่อาจจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ไม่พบว่ามีสารได้ตกค้างในผลส้มแต่อย่างใดหรือเกษตรกรจะใช้เตตราไซคลินก็ได้


      7 ปีเต็มตามโครงการนี้ รศ.ดร.อำไพวรรณ ยืนยันว่า ในปี 2556-2557 พบว่าการใช้ยาปฏิชีวนะแอมพิซิลีน สามารถฟื้นสวนส้มสายผึ้งใน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ได้กว่า 6 หมื่นไร่ ปัจจุบัน แม้โครงการรักษาโรคกรีนนิ่ง ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก วช.ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว แต่ รศ.ดร.อำไพวรรณ ได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งเดินทางไปช่วยเหลือ แนะนำ และอบรมเกษตรกรที่ประสบปัญหาโรคกรีนนิ่งระบาดทั้งในสวนส้มเขียวหวาน และส้มโอ ในพื้นที่ จ.นครปฐม รวมถึงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวที่ อ.บ้านแผ้ว จ.ราชบุรี ที่โรคกรีนนิ่งกำลังระบาดอยู่ด้วย

        “บางคนสงสัยว่า เราจะใช้ยาปฏิชีวนะที่รักษาคนมารักษาต้นไม้ได้อย่างไร ซึ่งความเป็นจริงต้นไม้ก็เป็นสิ่งมีชีวิต โรคกรีนนิ่งที่ระบาดในพืชตระกูลส้มนั้นมาจาก เชื้อแบคทีเรีย คนที่เกิดอาการอักเสบส่วนหนึ่งก็มาจากติดเชื้อแบคที่เรีย เหมือนกัน ฉะนั้นเรามาสามารถใช้ยาปฏิชีวนะที่รักษาคนมากำจัดเชื้อแบคทีเรียได้”

       อาจารย์ภาควิชา โรคพืช คณะเกษตร มก.บอกว่าประเทศพบว่า แอมพิซิลีน ดีที่สุดนำมาฉีดในต้นส้มที่โรคกรีนนิ่งระบาด ด้วยการฉีดปีละ 3-4 ครั้งใช้ครั้งละ 5-15 เข็ม ในอัตราเข็มละ 1 แคปซูน ใช้เวลารักษาจนกว่าต้นส้มจะฟื้นลงทุนไปต้นละ ราว 40-130 บาท ถือว่าคุ้มค่ะ หากมีการค้นพบมาตั้งแต่แรกวันนี้ส้มบางมด ส้มทุ่งสิต ก็ยังเหลืออยู่

        นับเป็นการโชคดีของประเทศไทยและชาวสวยส้ม มีนักวิจัยและนักวิชาการที่เสียสละ อย่าง ” รศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์” ที่ค้นพบคนแรกของโลกนำยาปฏิชีวนะ”แอมพิซิลีน” จนสามารถพิชิตโรคกรีนนิ่งในพืชตระกูลส้ม อันเป็นมหันตภัยร้ายแรงของเกษตรกรชาวสวนส้มในวันนี้

                                                วิธีรฉีด”แอมพิซิลีน”ในต้นส้ม

     การใช้ยาปฏิชีวนะแอมพิซิลีน ในการกำจัดโรคกรีนนิ่งในพืชตระกูลส้มนั้น จะใช้ขนาด 250 มิลลิกรัม หรือ 500 มิลลิกรัม แต่แนะนำให้ใช้ขนาด 250 มิลลิกรัม ปริมาณที่ใช้ขึ้นกับต้นส้ม อายุ จำนวนและขนาดของกิ่งและเส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้น โดยจะเริ่มฉีดตรงที่สูงจากผิวหน้าดิน 20 ซม. 


     ถ้าต้นอายุ 2 ปี ใช้ปริมาณ 500-1,000 มิลลิกรัม/ต้น/ครั้ง หากต้นอายุ 5 ปี ใช้ขนาด 1,500-2,000 มิลลิกรัม/ต้น/ครั้ง และต้นอายุ 9 ปีขึ้นไป ใช้ประมาณ 2,500-10,000 มิลลิกรัม/ต้น/ครั้ง
    อุปกรณ์ที่ใช้ กระบอก(เข็ม)ฉีดยา (ไซลิงค์ = syringe) – ขนาดความจุ 60 มิลลิลิตร , สว่านไฟฟ้า,ดอกสว่าน ขนาด 2 หุนครึ่ง (6.8 มม),ตะปูหรือลวด เพื่อใช้เป็นสลักล็อคกระบอกฉีด,ยาปฏิชีวนะ 
       จากนั้นให้ผสมยา 50 แคปซูลต่อน้ำ สะอาด1 ลิตร คนให้ละลาย ใช้หลอดดูดยา 20 ซีซี จะได้ทั้งหมด 50 หลอด นำกระบอกฉีดยาดึงสูบยาที่ละลายแล้ว ล็อคกระบอกฉีดยาด้วยตะปู ลวด หรือ ยางรัด จากนั้น เจาะรูที่โคนหรือกิ่งต้นส้มด้วยสว่าน ทำมุมเอียง 45 องศากับต้นส้ม ลึกราว1.5-1.7 ซม. ต้องล้างดอกสว่านด้วยแอลกอฮอล์ทุกครั้งเมื่อเสร็จการเจาะแต่ละต้น การเจาะประมาณ 5-20 รู ขึ้นกับขนาดของลำต้นส้ม 


    จากนั้นฉีดยาเข้าต้นส้ม โดยเสียบปลายกระบอกเข้ารูที่เจาะไว้ให้แน่นพอดี ปล่อยให้ยาไหลซึมเข้าต้น ใช้เวลาประมาณ 20 – 30 นาที เมื่อดึงกระบอกฉีดออกแล้ว ผสมปูนขาวหรือสารป้องกันกำจัดเชื้อราละลายน้ำแบบข้นอุดรูเจาะป้องกันกำจัดเชื้อราละลายน้ำแบบข้น จากนั้นตัดแต่งกิ่ง จนเวลาผ่านไป 3-4 เดือนทำอีกครั้ง
     สำหรับค่าใช้จ่าย ลงทุนเฉลี่ยประมาณต้นละ 80-130 บาท/ปี

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ