รุกขยายอ้อยอินทรีย์”วังขนาย”ตั้งเป้า 3 ปีต้องได้30%

  •  
  •  
  •  
  •  

กรมวิชาการเกษตร-วังขนาย เดินหน้าผลิตอ้อยอินทรีย์ ระบุเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560 – 2564 มีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในปี 2564 กว่า 1 ล้านไร่ เฉพาะอ้อยอินทรีย์ กลุ่มวังขนาย ตั้งเป้าหมายภายใน 3-5 ปีนี้จะเพิ่มปริมาณอ้อยอินทรีย์ให้ได้ถึงร้อยละ 30 ของของทั้งหมดของกลุ่มวังขนาย เพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำตาลออร์แกนิกส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

         นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560-2564 โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในปี 2564 กว่า 1 ล้านไร่โดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยอินทรีย์ซึ่งปัจจุบันยังมีน้อย ในขณะที่โรงงานน้ำตาลมีความต้องการอ้อยอินทรีย์เป็นวัตถุดิบเพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำ ตาลออร์แกนิกป้อนตลาดต่างประเทศ

         ดังนั้นกรมวิชาการเกษตรจึงได้ร่วมกับกลุ่มวังขนายจัดทำโครงการความร่วมมือผลิตอ้อยอินทรีย์และอ้อยสะอาดปลอดภัยซึ่งจากการทำงานร่วมกันกับกลุ่มวังขนายมาตั้งแต่ปี 2555 โดยการจัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตอ้อยอินทรีย์อย่างถูกต้อง การจัดทำแปลงเรียนรู้ แปลงต้นแบบการผลิตอ้อยอินทรีย์การตรวจรับรองแปลงอ้อยอินทรีย์ตามมาตรฐานเกษตรนทรีย์มีเกษตรกรร่วมโครงการอ้อยอินทรีย์รวมทั้งหมด 1,223 ราย เป็นพื้นที่ประมาณ27,427 ไร่ โดยเฉพาะใน จ.มหาสารคาม มีเกษตรกรอ้อยอินทรีย์ จำนวน 283 ราย เป็นพื้นที่ประมาณ 4,554 ไร่ และผ่านการตรวจรับรองมาตรฐาน Organic Thailandของกรมวิชาการเกษตร จำนวน 90 ราย รวมพื้นที่ 1,502 ไร่ ได้ผลผลิตอ้อยอินทรีย์ 15,086 ตัน นับเป็นโรงงานน้ำตาลแห่งแรกในประเทศไทยที่ผลิตอ้อยอินทรีย์และน้ำตาลออร์แกนิกมาตรฐาน Organic Thailand ของกรมวิชาการเกษตร

        นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า การลงนามความร่วมมือผลิตอ้อยอินทรีย์และอ้อยสะอาดปลอดภัย ครั้งนี้กรมวิชาการเกษตรและกลุ่มวังขนาย ร่วมมือกันจัดทำ 3 กิจกรรม คือ1.การขยายพื้นที่ปลูกอ้อยอินทรีย์เพื่อขยายพื้นที่ปลูกอ้อยที่งดการใช้สารเคมีทุกชนิดไม่ใช้พันธุ์อ้อยจากการตัดต่อพันธุกรรม ฟื้นฟู อนุรักษ์ สภาพแวดล้อมระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นผลผลิตทางการเกษตรที่ยั่งยืน2.การผลิตอ้อยและน้ำตาลปลอดภัยโดยใช้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAPเพื่อควบคุมการใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็นในการปลูกอ้อยโรงงานเพื่อผลิตน้ำตาลที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ลดมลพิษจากการเผาอ้อย โดยรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรตัดอ้อยสด3.การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยในแปลงอ้อยโดยให้เกษตรกรสามารถผสมปุ๋ยใส่แปลงปลูกอ้อยตามผลวิเคราะห์ตัวอย่างดินได้เป็นการใช้ปุ๋ยอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพ ป้องกันการเสื่อมสภาพของดินและลดต้นทุนการผลิตอ้อยโรงงาน

         ด้านนายบุญญฤทธิ์ ณ วังขนาย ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มวังขนาย กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางกลุ่มวังขนายได้จัดทำโครงการปลูกอ้อยอินทรีย์เป็นเวลานานกว่า 10 ปีและผลิตน้ำตาลออร์แกนิกจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยจำหน่ายครั้งแรกในปี 2554 และผ่านการรับรองมาตรฐานของประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC 483/2007),มาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา (USDA-NOP),มาตรฐานประเทศญี่ปุ่น (JapanAgriculture Standard; JAS) และมาตรฐานประเทศเกาหลี (Korean Organic)สามารถผลิตน้ำตาลออร์แกนิกได้จำนวน 15,000 ตัน จำหน่ายในประเทศ ประมาณ75% และอีก 25 % จำหน่ายในประเทศแถบเอเชียและยุโรป ได้แก่ เกาหลีใต้ ฮ่องกงมาเลเชีย สิงค์โปร์ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน โอเชียเนีย และ นิวซีแลนด์ โดยกลุ่มวังขนายตั้งเป้าหมายภายใน 3-5 ปีนี้จะเพิ่มปริมาณอ้อยอินทรีย์ให้ได้ถึงร้อยละ 30 ของปริมาณอ้อยทั้งหมดของกลุ่มวังขนาย เพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำตาลออร์แกนิกส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

         “กลุ่มวังขนายมีความพร้อมในการพัฒนาการผลิตอ้อยอินทรีย์และอ้อยสะอาดปลอดภัยเนื่องจากมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลติดตามและตรวจประเมินแปลงเบื้องต้นโดยใช้ระบบควบคุมภายใน (CIS : Internal Control System)ก่อนที่จะตัดอ้อยอินทรีย์เข้าหีบเพื่อผลิตน้ำตาลออร์แกนิกนอกจากนี้ยังสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น ฟิลเตอร์เค้กและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการโดยในกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับรองมาตรฐานอ้อยอินทรีย์ จะเพิ่มค่าอ้อย 100 บาท ต่อตันและกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในระยะปรับเปลี่ยนจะเพิ่มค่าอ้อย 50 บาทต่อตัน” นายบุญญฤทธิ์ กล่าว

       เขา ระบุอีกว่า นอกจากนี้กลุ่มวังขนายยังมีการเก็บตัวอย่างดินจากแปลงปลูกอ้อยของเกษตรชาวไร่อ้อยมากก ว่า 20,000 ตัวอย่างเพื่อส่งให้ทางกรมวิชาการเกษตรแนะนำการใช้ปุ๋ยตามผลวิเคราะห์ตัวอย่างดินเป็นการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และประหยัดโดยทางกรมวิชาการเกษตรละกลุ่มวังขนายจะนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาแอพพลิเคชั่นการใช้ปุ๋ยอ้อยร่วมกันต่อไป