พลิกไร่มัน อ้อย ปลูก”คาเวนดิช”รายได้ดีหลายสิบเท่าตัว

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย… ดลมนัส  กาเจ

“ลงทุนครั้งแรกไร่ละกว่า  3 หมื่นบาท ปลูก 9 เดือนขายผลผลิตชุดแรกได้มาเฉลี่ยไร่ละราว 7.5  หมื่นบาท กำไรแล้ว พอชุดที่สอง ค่าหน่อกล้า ระบบน้ำ  ปรับหน้าดิน ไม่มีแล้ว พอเราใช้หน่อจากต้นใช้เวลาเพียง 6 เดือนตัดขายได้แล้ว  ขายราคามากกว่าที่ประกัน บางช่วงราคา กก.ละ 12 บาท บางช่วง 9 บาท รอบสองได้ไร่ละกว่า 8 หมื่นบาท กำไรไร่ละครึ่งแสนบาท  ผมว่ามาถูกทางแล้ว มีกำไรดีกว่าไร่มันสำปะหลัง และอ้อยหลายสิบเท่าครับ”

          ปัจจุบันต้องยอมรับว่า กระแสของการปลูกกล้วยหอมเขียว”คาเวนดิช”ในประเทศไทยกำลังมาแรง หลังจากที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ประกาศชัดเจนว่าจะเดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูก กล้วยหอมคาเวนดิช เพราะมองว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตสำหรับประเทศไทย ตลาดจีนต้องการสูง  จึงจับมือพันธมิตรสร้างเครือข่ายกับ”กลุ่มบ้านช้าง” ส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกกล้วยหอมคาเวนดิช พร้อมรับซื้อผลผลิตทั้งหมด เพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน ล่าสุดได้มีการเตรียมที่จะศูนย์ส่งเสริมและวิจัยพัฒนากล้วยหอมคาเวนดิชเพื่อส่งออกเป็นแห่งแรกของประเทศไทย

         เช่นเดียวกับยักษ์ใหญ่ กลุ่มพืชครบวงจร “เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) โดยจับมือร่วมกับยักษ์ใหญ่ในวงการผลิตและจำหน่ายกล้วยหอมคาเวนดิชระดับโลก “ โดล เอเชีย จำกัด” หันส่งเสริมเกษตรกรไทยปลูกกล้วยหอมเขียว “คาเวนดิช”เป้าหมายแรก 6 หมื่นไร่ พร้อมจะรับซื้อผลผลิตทั้งหมดจากเกษตรกรเช่นกัน

          จากการที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้เข้าไปส่งเสริมนั้นมีเกษตรกรเริ่มปลูกแล้ว และได้ผลผลิตด้วย อย่าง  อภิวัฒน์ เดชาศุภัถธกุล เกษตรกรชาวบ้านหนองตะลุมปุ๊ก ต.หนองไม้ไผ่ อ.หนองบุนมาก จ.นครราชสีมา บอกว่า เกษตรกรบางส่วนในหมู่บ้านที่เคยปลูกมันสำปะหลัง และอ้อย หันมาปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิช ในกลุ่มของเขาจำนวน 64 ไร่ และกำลังขยายอีก  67 ไร่ เนื่องจากทั้งอ้อย และมันสำปะหลังราคาตกต่ำ อย่างมันสำปะหลังราคา กก.ละไม่ถึง 2 บาท ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกกล้วยหอมคาเวนดิช เนื่องมองว่ามีสถานบันการศึกษาที่น่าเชื่อถืออย่างมหาวิทยาลัยแม่โจ้มาส่งเสริม จะมีอนาคตที่ดีกว่า

          “กลุ่มผมเป็นกลุ่มแรกที่ตัดสินใจเปลี่ยนจากปลูกพืชเศรษฐกิจดั้งเดิมคือมันสำปะหลัง และอ้อยหันมาปลูกกล้วยคาเวนดิช เมื่อปีที่แล้ว หลังจากศึกษาต้นทุนและรายได้ที่กลุ่มบ้านช้าง ซึ่งเป็นเครือข่ายของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มาอธิบาย พร้อมรับปากว่าจะเป็นผู้ซื้อผลผลิตทั้งหมดในราคา กก.ละไม่ต่ไกว่า 6 บาทจึงตัดสินใจลงทุนปรับสภาพดิน ซื้อต้นกล้าชุดแรกต้นละ 35 บาท 1 ไร่ปลูกได้ 320  ต้น  ลงทถุนระบบน้ำ ปุ๋ย ค่าแรงรวมแล้วลงทุนครั้งแรกไร่ละกว่า  3 หมื่นบาท ปลูก 9 เดือนขายผลผลิตชุดแรกได้มาเฉลี่ยไร่ราว 7.5  หมื่บาท กำไรแล้ว พอชุดที่สอง ค่าหน่อกล้า ระบบน้ำ  ปรับหน้าดิน ไม่มีแล้ว พอเราใช้หน่อจากต้นใช้เวลาเพียง 6 เดือนตัดขายได้แล้ว  ขายราคามากกว่าที่ประกัน บางช่วงราคา กก.ละ 12 บาท บางช่วง 9 บาท รอบสองได้ไร่ละกว่า 8 หมื่นบาท กำไรไร่ละครึ่งแสนบาท  ผมว่ามาถูกทางแล้ว มีกำไรดีกว่าไร่มันสำปะหลัง และอ้อยหลายสิบเท่าครับ” อภิวัฒน์ กล่าว         

       ด้าน ดร.กอบลาภ อารีศรีสม รอง ผอ.ศูนย์กล้วยไม้และไม้ดอกไม้ประดับมหาวิทลัยแม่โจ้  ที่หันมาศึกษาเกียวกับกล้วยคาเวนดิช และสนับสนุนเกษตรกรให้ปลูกด้วย บอกว่า คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ไปดูงานด้านการที่ประเทศจีน และได้พบกับบริษัทนำเข้ากล้วยหอมคาเวนดิชรายใหญ่ของ บอกว่าอยากให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ส่งเสริมเกษตรกรปลูกกล้วยคาเวนดิช อย่างถูกวิธี ทางบริษัทนำเข้าของจีนเพียงรายเดียว ยืนยันจะเป็นผู้รับซื้อได้อาทิตย์ละถึง 500 ตัน เขาจึงประสานงานกับกลุ่มเกษตรกรที่สนใจและส่งเสริมลูกไร่ให้ปลูกกล้วยคาเวนดิช ให้เป็นพันธมิตรในเครือข่าย เมื่อปีที่แล้วนี้เอง การส่งเสริมเกษตรกรตอนนี้ได้มาระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอกับความต้องของลูกค้า

         “ตอนนี้กล้วยหอมคาเวนดิชมาแรงมาก ผมประเมินว่า ต่อให้เกษตรกรปลูก 5 แสนไร่ก็ไม่พอ ขนาดบริษัทเดียวยังต้องการถึงอาทิตย์ละ 500 ตัน แต่ผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายบริษัทที่ต้องการนำเข้าเช่นกัน ตรงนี้ผมมองว่าพืชชนิดนี้มีอนาคตแน่นอน เพราะกล้วยหอมคาเวนดิชมีผู้บริโภคมากที่สุดถึง 95%ทั่วโลก เมื่อเทียบกับกล้วยหอมอื่น นี่ถือเป็นทางเลือกใหม่ให้กับเกษตรกรไทยด้วย ผมจึงตัดสินใจ จะตั้งศูนย์ส่งเสริมและพัฒนากล้วยหอมหอมคาเวนดิชเพื่อส่งออก โดยตรงถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้นี่แหละครับ” ดร.กอบลาภ กล่าว

         ขณะที่ ขุนศรี ทองย้อย ประธานผู้บริหาร ฝ่ายปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด บอกว่า ทาง ซีพี เป็นผู้นำด้านธุรกิจการเกษตรในภูมิภาคแล้ว และมีธุรกิจด้านการค้าในประเทศจีนด้วย จึงบอกว่า สถานการณ์ปัจจุบันจีนต้องการกล้วยหอมคาเวดิชเป็นจำนวนมาก จากเดิมจีนจะนำเข้าจากประเทศฟิลิปปิ่นส์ ซึ่งเป็นผู้แหล่งปลูกรายใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเซีย และเป็นอันดับสองของโลก แต่ปัจจุบันด้วยเหตุผลใดก็ตาม จีนไม่ได้นำเข้าจากฟิลิปปิ่นส์ จึงมองว่า เป็นโอกาสทองของเกษตรกรที่น่าจะหันมาปลูกกล้วยหอมคาเวนดิช เพราะมีตลาดรองรับที่ชัดเจน

         “ซีพี เองไม่มีประสบการณ์มากที่ส่งเสริมและหันมาปลุกพืชชนิดนี้ แต่บริษัท โดล เอเชีย จำกัด เป็นผู้ชำนาญด้านนี้ เพราะเป็นรายใหญ่ของโลกที่ส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกกล้วยหอมคาเวานดิชทั้งในฟิลิปปิ่นส์ อเมริกาใต้ โดยเฉพาะเอกวาดอร์ เราจึงจับมือกับโดล เอเซีย เพื่อส่งเสริมเกษตรกรไทยหันมาปลูกกล้วยหอมคาเวนดิช เบื้องต้นเราตั้งเป้าจะส่งเสริมจำนวน 6 หมื่นไร่ก่อน ผลผลิตจะรับซื้อเองทั้งหมดในราคาประกัน กก.ละอยู่ระหว่าง 7-10 บาทหรือ 12 บาท” ขุนศรี ยืนยัน

       เขา บอกด้วยว่า ปัจจุบัน ซีพี มีแปลงทดลองแล้ว ในแปลงผลิตของบริษัททั้งที่ จ.กำแพงเพชรและ จ.ชลบุรี เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว 2 ครอป ส่งให้กับ โดล เอเชียเพื่อทดลองส่งออกแล้ว และจากการที่ได้ทดลองปลูกในแปลงทดลอง พบว่ากล้วยชนิดนี้สามารถปลูกในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

       “ที่แปลงเรา เฉลี่ผลผลิตเครือละอยู่ที่ 30- 40 กก.โดยประมาณการณ์  พื้นที่ 1 ไร่จะได้ผลผลิตราย 7-8 ตัน ถ้าราคา กก.ละ 12 บาท จะมีรายได้ไร่ละ 8.4 หมื่นบาทใช้เวลา ราว 9-10 เดือน ลงทุนชุดแรก ค่าปรับที่ดิน ระบบน้ำ ต้นกล้า ปุ๋ย ค่าแรงตกราว 3.2 หมื่นบาท ชุดแรกมีกำไรแล้ว ชุดต่อไป ค่าปรับดินไม่มี ระบบน้ำก็ไม่มี ต้นกล้าก็ไม่มี เพราะเรามีเทคโนโลยีชั้นสูง ลงทุนค่าต้นกล้าครั้งเดียว อยู่ได้ถึง 10 ปี ลองคิดดูครับ จะมีรายได้ต่อไร่ต่อรุ่นเท่าไร ที่สำคัญรุ่นต่อมาใช้เวลาเพียง 6 เดือนต่อครอป เพราะใช้หน่อลูก ได้ทั้งเงินเพิ่ม ระยะเวลาสั้นอีกด้วย” ขุนศรี ให้ข้อคิด   

                        

          

 

 

 

 

 

 

 

 

นับเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่สำหรับประเทศไทย ที่เป็นทางเลือกของเกษตรกร  สนใจปลูกกล้วยหอมเขียว คาเวนดิช อยากเรียนรู้ วิธีปปลูก การดูแล ที่แปลงสาธิตของ ซีพีเอส  ที่ อ.พนัสนิคม พร้อมเรียนรู้การปลูกกระเพรา พืชเศรษฐกิจที่ไม่ควรมองข้าม และการปลูกมะละกอฮอนแลน์ด์ แล้วรวย ตอนแรกจะพาไปดูงาน ทริปที่ 1 วันเสาร์ที่ 2 กันยายน 2560  แต่หลายท่านต้องการให้เลื่อนเพราะติดวันสาร์ทจีน จึงเลื่อนเป็นวันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน 2560 นี้ ค่าลงทะเบียนท่านละ  1,600 บาท รวมค่ารถ ค่าอาหารมื้อเช้า เที่ยง และอาหารว่างช่วงเย็น และทริปที่ 2หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา (วันเสาร์ที่ 23 ) จัดโดย รักษ์เกษตร-ไม่ลอง ไม่รู้-เกษตรทำกิน

      สนใจโอนเงินเข้าบัญชีคุณหนึ่งฤทัย  แพรสีทอง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เลขบัญชี 4081165827  หรือสอบถามเพิ่มเติม ได้ ที่หนึ่งฤทัย 089-7835887 และ081-497-7680  

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ