ปิยะ แตะขอบฟ้า’ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ต้นแบบจัดการพื้นที่น้อย สร้างมูลค่าได้มาก

  •  
  •  
  •  
  •  

เกษตรกรรุ่นใหม่หรือ Young Smart Farmer กำลังสำคัญที่จะนำพาภาคเกษตรให้เจริญก้าวหน้าไปสู่การเป็นเกษตรกรยุคใหม่ หรือเกษตร 4.0 เนื่องจากเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีหรือช่องการสื่อสารออนไลน์เข้ามาพัฒนาระบบการผลิต การตลาด และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจเกษตรของตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาครและสุพรรณบุรี ปัจจุบันมีเกษตรกรรุ่นใหม่จำนวนมากที่สามารถพัฒนาตนเองและผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ตลอดจนได้รับการยอมรับจากเกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยกันเอง

ตัวอย่าง เกษตรกรรุ่นใหม่ของจังหวัดสุพรรณบุรี คือ นายปิยะกิจประสงค์ ที่หันหลังให้กับงานบริษัทเอกชนเพื่อกลับมาสานต่ออาชีพเกษตรที่บ้านเกิด ด้วยวัย 31 ปี กับการทำฟาร์มมะเขือเทศเชอรี่ บนพื้นที่เพียง 1 ไร่ แต่สามารถสร้างรายได้ดีเพราะผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคในระยะเวลาอันรวดเร็ว ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์

นายปิยะ เล่าว่า ตอนแรกก็ทำงานบริษัทเอกชนประมาณ 6 ปี เริ่มรู้สึกเบื่องาน ประกอบกับที่บ้านมีพื้นที่นิดหน่อยก็เลยอยากกลับไปทำงานที่บ้าน จุดมุ่งหมายแรกที่ตั้งธงไว้เลยคือเรามีพื้นที่น้อยประมาณ 1 ไร่ ทำยังไงให้สามารถสร้างมูลค่าจากพื้นที่ที่มีจำกัดให้ได้มากที่สุด จึงเลือกปลูกมะเขือเทศในเรือนระบบปิด เพราะใช้ระยะเวลาปลูกไม่นานแต่มีผลผลิตทยอยเก็บขายได้ต่อเนื่อง และสามารถทำรสชาติให้เป็นเอกลักษณ์ของเราเองได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “ฟาร์มมะเขือเทศเชอรี่ แตะขอบฟ้า” ที่มาของชื่อฟาร์มมาจากผมชอบใส่รองเท้าแตะช้างดาวที่มีขอบสีฟ้าทำงาน เพื่อนๆ เลยตั้งฉายาว่าแตะขอบฟ้าผมคิดว่าฉายานี้ดีเพราะมองอีกด้านว่าขอบฟ้าคือเราจะมุ่งไปข้างหน้าก็เลยใช้ชื่อฟาร์มนี้มาตลอด

โดยเริ่มทำฟาร์มแตะขอบฟ้ามาตั้งแต่ปี 2556 ช่วงนั้นอายุ 27 ปี เริ่มทำการปลูกแบบทั่วไป   ในช่วงนี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ทำให้เราพบจุดเปลี่ยน เพราะโครงการนี้ทำให้เรามีเครือข่ายเพิ่มขึ้น       ได้องค์ความรู้ที่เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ภาคตะวันตกถ่ายทอดให้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์หลายอย่าง ทำให้เราได้เปิดโลกกว้าง นอกจากนั้น ยังได้รับโอกาสให้ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ได้เห็นการทำเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง สามารถนำกลับมาปรับใช้กับฟาร์มของเราได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่ผมได้รับจากการเป็นยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ คือ “เกษตรกรรุ่นใหม่ต้องเป็นมากกว่าเกษตรกร คือต้องเก่งทั้งด้านผลิตและขายเป็น”  ผมจึงจำหน่ายตรงให้กับผู้บริโภค โดยมาอาศัยช่องทางโซเชียลมีเดีย อย่างเฟซบุ๊คในชื่อ “ฟาร์มมะเขือเทศเชอรี่ แตะขอบฟ้า” จะโพสต์ข้อมูลการทำฟาร์มมะเขือเทศเชอรี่ พอมีผลผลิตก็โพสต์ขายผู้สนใจสามารถเห็นก็จะสั่งซื้อหรือเดินทางมาท่องเที่ยวฟาร์มโดยตรงได้   ซึ่งเวลานักท่องเที่ยวมาเที่ยวอย่างน้อยต้องถ่ายรูปอัพรูปลงโซเชียลมีเดีย หรือเช็คอินสถานที่ฟาร์มของเรา แค่นี้เราก็ได้ตลาดเพิ่มโดยไม่เสียค่าโฆษณาใดๆ เลย

การปลูกมะเขือเทศเชอรี่ของผมเน้นความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก เพราะผมถือว่าผู้บริโภคคือครอบครัว    จะไม่เอาของไม่ดีมาขายเด็ดขาด ผมปลูกมะเขือเทศเชอรี่ตามมาตรฐาน GAP คือ ในช่วงแรกประมาณ 1 เดือนจะใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดแมลง   และเมื่อเริ่มติดผลจะไม่ใช้สารเคมีเลย หากจำเป็นจะเว้นระยะให้นานที่สุดเพื่อความปลอดภัย ตัวอย่างเช่น เมื่อมีเพลี้ยไฟระบาดหนักมากต้องฉีดพ่นสารเคมีเพื่อกำจัด ถ้าลูกค้าติดต่อขอซื้อผมจะปฏิเสธเพราะไม่ปลอดภัยต่อลูกค้าผมมองว่าทุกอาชีพต้องมีจรรยาบรรณ     เกษตรกรก็ต้องมีจรรยาบรรณ ถ้าผมจะขายต้องมั่นใจว่าปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งผมไม่ได้คิดว่าทำเพื่อธุรกิจเพียงอย่างเดียวแต่ทำเพราะมีความสุข   ฉะนั้นผู้บริโภคที่ซื้อของเราไปบริโภคก็ต้องได้รับสิ่งที่ดีปลอดภัย 100%

ในด้านการบริหารจัดการ เช่น ระบบน้ำจะให้น้ำวันละ 5-6 ครั้งโดยใช้ไทม์เมอร์ตั้งเวลาอัตโนมัติ     ซึ่งในอนาคตจะนำระบบ IoT(Internet of Things) สั่งการทุกอย่างผ่านระบบอินเตอร์เนตจากสมาร์ทโฟน     ขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลสถิติ เช่น    อุณหภูมิในโรงเรือนเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขโรงเรือนให้เหมาะสมต่อไป ส่วนการจัดการปุ๋ยจะซื้อแม่ปุ๋ยมาผสมเองทำให้ได้สูตรปุ๋ยที่ต้องการ ส่งผลให้มะเขือเทศเชอรี่ที่นี่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครและผู้บริโภคมีความต้องการเพราะ “หวาน กรอบ ไร้เมล็ด อร่อย และยังคงความสดใหม่ เสมือนคุณเก็บจากต้น”

ขอฝากถึงเพื่อนเกษตรกรว่าไม่จำเป็นต้องทำเกษตรบนพื้นที่ขนาด 20-30 ไร่ แต่เรามาทำพื้นที่น้อยแต่สร้างมูลค่าให้ได้มากขึ้นจะดีกว่า อย่างผมใช้พื้นที่ 1 ไร่ แบ่งปลูกมะเขือเทศเชอรี่เป็น 2 รอบต่อปี รอบหนึ่งตั้งแต่เพาะเมล็ดจนถึงเก็บผลผลิตรวมเวลา 6 เดือน เฉลี่ยมะเขือเทศเชอรี่หนึ่งต้นให้ผลผลิต 2 กก. ผมขายผลผลิต 100 บาทต่อ กก. รอบหนึ่งได้ผลผลิตประมาณ 3 ตัน หนึ่งปีจะได้รวม 6 ตัน     ก็มีรายได้ที่คุ้มค่าพอสมควร แค่รายได้รอบเดียวก็สามารถคืนทุนที่ลงไปโดยเฉพาะค่าโรงเรือน ส่วนค่าน้ำ ไฟ ปุ๋ย ไม่สูงมากนัก อีกทั้งไม่มีค่าจ้างแรงงานเพราะผมใช้แรงงานตัวเอง ถือคติทำแค่ที่เราทำไหว เน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ ส่วนความต้องการมะเขือเทศเชอรี่ที่มากขึ้น   ผมก็อาศัยเครือข่ายวิสา หกิจชุมชนเกษตรเฟรชฟิน ซึ่งเป็นกลุ่มยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ของจังหวัดสุพรรณบุรีเข้ามาเสริม ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่ม 10 คน คนที่ปลูกมะเขือเทศเชอรี่ก็จะใช้สูตรเดียวกัน บริหารจัดการเหมือนกันและมารวมกันขายภายใต้แบรนด์เดียวกันคือ KASET FRESH FIN (เกษตร เฟรช ฟิน)

“ในอนาคตผมจะพัฒนาฟาร์มแตะขอบฟ้าให้เป็นศูนย์เรียนรู้ เป็นแหล่งสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่ตกงานหรืออยากผันตัวมาทำการเกษตรได้เข้ามาเรียนรู้ เพราะผมมองว่าอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลักของคนไทย ถ้าพัฒนาระบบการจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่ดีเพราะเกษตรกรไทยเก่งในการผลิตอยู่แล้ว เพียงแต่เชื่อมโยงตลาดได้ก็จะยั่งยืน”ปิยะ กล่าวทิ้งท้าย

ที่มาข้อมูล: แนวหน้าออนไลน์

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ