กล้วยหอม”คาเวนดิช” ขายดีมาก-ราคาพุ่ง2 ลูก 15 บาท

  •  
  •  
  •  
  •  

.โดย – nakaintermedia.com

 

      “วิสาหกิจชุมชนเกษตรไร้สารพิษแนวคิดใหม่ จ.นครพนม ผุดไอเดียรวย! ปลูกกล้วยหอมเขียว (คาเวนดิช) ส่งนอก พร้อมจับตลาดค้าส่ง-ปลีกในไทย ทั้ง แบบหวี 50-120 บาท ขายตลาดทั่วไป และแบบมีแบรนด์ “ไวเจียงกรุ๊ปการเกษตร” ที่เน้นขายปลีก 2 ลูก 15 บาท ส่งร้านค้าทั่วทั้งจังหวัด ขายดีจนไม่พอ! กำลังขยายพื้นที่ผลิตเพิ่มเพื่อส่งนอกอีกไม่นานเกินรอ”

คุณคิณย์นภัสฒ์ สุวลาโภสกุล หรือคุณเอก ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรไร้สารพิษแนวคิดใหม่ จ.นครพนม เล่าว่า ได้เริ่มทำความรู้จักกับกล้วยหอมเขียวหรือ “กล้วยหอมคาเวนดิช” เข้าศึกษาดูงานการผลิตทางภาคเหนือพร้อมเข้าร่วมโครงการกับทาง ม.แม่โจ้-เชียงใหม่ ซึ่งมีความร่วมมือเพื่อทำธุรกิจร่วมกันกับทางเอเย่นต์รับซื้อรายใหญ่ของจีน จึงเกิดความมั่นใจและเริ่มลุยส่งเสริมให้สมาชิกในกลุ่มปลูกกันซึ่งขณะนี้มีอยู่ประมาณ 200 กว่าไร่ พร้อมขยายเครือข่ายไปในจังหวัดใกล้เคียงอีก 3 จังหวัด คือ สกลนคร บึงกาฬ และมุกดาหาร เพื่อเป้าหมาย คือ ส่งต่างประเทศ

                    โดยในช่วงแรกนั้น ได้ชิมลางตลาดไทยก่อนทั้งแบบจำหน่ายเป็น “หวี” ส่งตลาดทั่วไปในเขต 4 จังหวัดเครือข่าย เริ่มที่ราคาหวีละ 50-120 บาท กับมีการเสริมไอเดียสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการแพ็คใส่ถุง ขายเป็นลูกๆ โดยแพ็คถุงละ 2 ลูก จำหน่ายปลีกให้กับร้านค้าต่างๆ ในจังหวัดนครพนม ราคาแพ็คละ 12-15 บาท (ตามขนาด) ภายใต้แบรนด์ “ไวเจียงกรุ๊ปการเกษตร” ซึ่งกระแสตอบรับดีเกินคาดต้องสั่งจองกันเป็นสัปดาห์เลยทีเดียว ทำให้ต้องเร่งขยายพื้นที่ผลิตเพิ่มขึ้นให้ได้ 300 ไร่ในปีนี้

          จากแผนเดิมสัปดาห์ละ 3 ตันให้เพิ่มเป็น 20 ตันเพื่อการส่งออก แต่ทั้งนี้ การส่งเสริมปลูกในพื้นที่ภาคอีสานมีปัจจัยที่สำคัญคือ “น้ำ” ต้องเป็นพื้นที่ที่มีน้ำอย่างเพียงพอ จากนั้นในเรื่องของสภาพดินหากเป็นลักษณะดินทรายควรฟื้นฟูก่อน โดยเติมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ให้ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้นและวัดค่า pH ได้ 5.5 ขึ้นไป การปลูกในกรณีพื้นที่ราบ หรือลาดเอียงเล็กน้อยและน้ำไม่ท่วมขัง ยกร่องสูงเพียงเล็กน้อยกว้าง 4 เมตร ปลูกบนสันร่องได้ 2 แถว ส่วนพื้นที่นาจะต้องทำการยกร่องให้สูง และปลูกเป็นแถวเดียว ระยะห่างต้น 2.5 เมตร ระหว่างแถว 2 เมตร โดยเลือกใช้กล้าพันธุ์เพาะเนื้อเยื่อที่มีคุณภาพ ปลูกลึกประมาณ 20 ซม. พร้อมพูนโคนหลังปลูกสักเล็กน้อย รดน้ำให้ชุ่มจากนั้นอาจให้น้ำวันเว้นวัน หรือพอแข็งแรงก็ให้ 2-3 วัน/ครั้ง จนต้นอายุมากขึ้นการให้น้ำดูที่ความชื้นเป็นสำคัญ หรือราว 1 ครั้ง/สัปดาห์


          คุณเอก ยังบอกด้วยว่า เทคนิคการบำรุงเพื่อให้ผลผลิตมีความอวบเต่งน่ารับประทานยิ่งขึ้น จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์สูตรพิเศษ (อัดเม็ด)ใส่รองพื้นก่อน จนเข้าเดือนที่ 2 ทำการแต่งใบ พรวนดิน ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 ผสมกับสูตรเสมอ คือ 15-15-15 อัตรา 1 : 1 ขุดเป็นหลุม 3 หลุมรอบต้น ให้ห่างจากโคน 30-40 ซม. หยอดใส่หลุมละ 1 ช้อนแกง เดือนที่ 3 ก็ทำคล้ายกัน จากนั้นพอเดือนที่ 4-6 ให้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดสูตรเฉพาะหยอดตามหลุมเดือนละ 1 ครั้ง กระทั่งกล้วยแทงปลีจึงเปลี่ยนวิธีเป็นการหว่านรอบโคนแทนเป็นครั้งสุดท้ายและหยุดให้ปุ๋ยจนเก็บเกี่ยวผลผลิต

         ช่วงที่รอเก็บเกี่ยวประมาณ 2 สัปดาห์จะมีหวีออกมาจนครบเครือ ต้องคอยจัดการเกสรโดยการดึงออก ช่วงที่เกสรสีเริ่มดำ ถ้ามีน้ำซึมออกมาเล็กน้อยจะดึงง่าย พร้อมกับคอยดึงเครือให้ตรงด้วยเพื่อให้ลูกออกมาสวยงาม วิธีการคือใช้เชือกค่อยๆ ดึงวันละเล็กน้อย จากนั้นเริ่มห่อเครือเมื่อหวีเริ่มชิดกันป้องกันการเสียดสีจนผิวเสียหาย แล้วตัดปลีเมื่อมีหวีประมาณ 7-8 หวี โดยดูจากหวีล่างสุดถ้าเล็ก พิการให้ตัดทิ้งได้เลย รวมถึงเมื่อต้นแม่อายุ 6 เดือนให้เริ่มไว้หน่อ 1 หน่อ ผ่านไป 4 เดือนไว้เพิ่มอีก 1 หน่อ และอีก 4 เดือน 1 หน่อ ทำให้ในปีที่ 2 จะสามารถตัดเครือกล้วยได้ 3 รอบ (ในระยะเวลา 12-14 เดือน) และผลิตหมุนเวียนแบบนี้ไปได้เรื่อยๆ จนกว่าน้ำหนักกล้วยลดลงมาก กล้วยเริ่มไม่ได้คุณภาพ รากเริ่มลอย เชื้อโรคเข้าจึงทำการโละปลูกใหม่ พบว่าส่วนใหญ่จะปลูกอยู่ที่ประมาณ 3 ปี

 


            เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเก็บเกี่ยว จะใช้ 2 คน ช่วยกันจับและตัดเครือนำไปแบ่งหวี ล้าง และแพ็คในกรณีที่ส่งออก ส่วนที่จำหน่ายในประเทศจะเข้าสู่กระบวนการบ่มแบบธรรมชาติ ด้วยอุณหภูมิเย็นที่ 12-18 องศาเซลเซียส ประมาณ 3 วัน (มีสีเหลืองปนเขียวเล็กน้อย) – 5  วัน (เหลืองอร่ามสวย) ขึ้นอยู่กับตลาดว่าต้องการแบบไหน อย่างเช่น ตลาดที่นำไปจำหน่ายต่อจะรับแบบเหลืองปนเขียว แต่ถ้าใช้แพ็คจำหน่ายปลีกจะบ่มจนเหลืองพร้อมรับประทานได้เลย

  ทั้งนี้ ผลผลิตเมื่อนำมาส่งให้กับวิสาหกิจชุมชนฯ จะได้การันตีราคาต่ำสุดที่ กก.ละ 6 บาท น้ำหนัก 25 กก.ขึ้นไป/เครือ แต่ที่ต้องตะลึง คือ ขนาดว่าสมาชิกปลูกกันแบบสบายๆ แล้วก็ยังได้น้ำหนักมากถึง 35-40 กก./เครือ เลยทีเดียว จะรับซื้อแบบไม่คัดเกรด แล้วจากนั้นจึงมีการคัดตามมาตรฐานที่ตลาดต่างๆ ต้องการ เช่น จีน ความยาวไม่ต่ำกว่า 19 ซม./ผล อายุ 70-75 วัน จากตัดปลี ส่วนกล้วยที่ไม่ได้มาตรฐานส่งออก สามารถนำมาแปรรูปหรือทำให้เหลือง (การบ่ม) เพื่อจำหน่ายในประเทศได้ ซึ่งพบว่าตลาดทั่วไปยังมีการตอบรับกล้วยหอมคาเวนดิชอยู่ค่อนข้างดี
          สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ วิสาหกิจชุมชนเกษตรไร้สารพิษแนวคิดใหม่ เลขที่ 44 หมู่ 16 ต.ปลาปาก อ.ปลาปาก จ.นครพนม 48160 โทร.083-353-3422, 091-798-2998

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก สำนักพิมพ์ มีเดีย จำกัด .nakaintermedia.com