เร่งบูรณาการ”พัฒนาเกษตรแห่งชาติ 4 ปี

  •  
  •  
  •  
  •  

                                                                  ชุติมา บุณยประภัศร

คณะกรรมการเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เร่งบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 พร้อมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการทำเกษตรอินทรีย์

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ประธานกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ได้ประชุมคณะกรรมการฯ เพื่อเร่งรัดการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 ซึ่ง ครม. เห็นชอบ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 โดยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำแผนปฏิบัติการแบบบูรณาการภายใต้ยุทธศาสตร์ 4 ประเด็นคือ 1) ส่งเสริมการวิจัยและเผยแพร่องค์ความรู้ และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ 2) พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์ 3) พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ และการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 4) การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มเติมประเด็นสำคัญคือ การประชาสัมพันธ์แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เพื่อให้รับรู้ถึงประโยชน์ของเกษตรอินทรีย์

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนภายใต้คณะกรรมการระดับชาติกำหนดให้มีกลไก 2 ระดับ คือ ระดับส่วนกลาง
จะให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ จากผู้แทนภาครัฐ เกษตรกร ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา และระดับพื้นที่ให้คณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด แต่งตั้งคณะทำงานเกษตรอินทรีย์ เพื่อพิจารณาโครงการเพิ่มเติมมาจากความต้องการของเกษตรกร โดยคัดเลือกจังหวัดที่มีความพร้อมด้านเกษตรอินทรีย์เป็นจังหวัดนำร่อง โดยในปี 60 จะเริ่มดำเนินการกิจกรรมที่เร่งด่วน เช่น การส่งเสริมความรู้แก่เกษตรกรและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง การสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ผลิตผู้บริโภค การสร้างเครือข่าย และการเชื่อมโยงตลาดสินค้าอินทรีย์

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ เป็นการเร่งผลักดันขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ไปสู่การปฏิบัติ เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ มีความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรโดยเฉพาะเกษตรอินทรีย์ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก 2 เท่าจากระดับปัจจุบัน (เพิ่มเป็น 600,000 ไร่) และให้มีสัดส่วนการจำหน่ายภายในประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรให้มีความปลอดภัยและมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งลดการนำเข้าและการใช้ยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ยเคมี และสารเคมี เพื่อการเกษตรต่าง ๆ

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ