“มูซังคิงส์”มาแรง!ของมาเลย์คู่แข่ง“หมอนทองไทย”

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย – ดลมนัส  กาเจ

 

“ไม่น่าเชื่อว่าทุเรียนพันธุ์”หมอนทอง”ของไทยที่ครองความเป็นหนึ่งในตลาดโลก โดยเฉพาะจีนมายาวนานนั้น วันนี้มีคู่แข่งที่สำคัญแล้ว เป็นสายพันธุ์”มูซังคิงส์” จากมาเลเซีย ปัจจุบันฮือฮาในหมู่หนุ่ม-สาว ไฮโซ ในแดนมังกร ที่มีร้าน”ทุเรียนมูซังคิงส์”  ราวกับร้านเฟรนไชส์ กาแฟสดในบ้านเรา ที่สำคัญทุเรียนสายพันธุ์นี้ปลูกได้ดีในประเทศไทยที่นิยมปลูกตามรอยตะเขบชายแดนไทย-มาเลเซียน ที่ อ.เบตง จ.ยะลา และ อ.สะเดา นาทวี จ.สงขลา”

 

ความจริง เมื่ิอครั้งที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เดินทางไปประชุมสุดยอดอาเซียน ที่ประเทศอินโดนีเซีย ราวปี 2554 และได้เอาทุเรียนหมอนทองของไปเป็นของให้กับ “ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน่”ฝากประธานาธิบดีของอินโดนีเซียสมัยนั้น เพราะทราบดีกว่า ทุเรียนไทยเป็นที่นิยมอย่างสูงในอินโดนีเซียและมีราคาแพงกว่าราคาในไทยถึง 3 เท่า

ขณะเดียวกัน “ราจิบ ราซัค” นายกรัฐของมาเลเซีย ใช้วิธีเดียวกัน ถอโอกาสนำทุเรียนมูซังโก ไปฝากนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า ของจีน(สมัยนั้น) ถือเป็นฤกษ์งามยามดี ทางการจีนเปิดไฟเขียวให้มาเลเซีย มีโอกาสส่งออกทุเรียนไปเข้าสู่ตลาดจีนด้วย

อีกไม่นาน”อาห์เมด อิสชัค” ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานกลางด้านการตลาดสินค้าเกษตรมาเลเซีย ยืนยันกับบสำนักข่าวเบอร์นามา ของมาเลเซียเมื่อ 6 ปีก่อน ว่า ปัจจุบัยว่ามาเลเซียสามารถผลิตทุเรียนได้ปีละประมาณ 3.3 แสนตัน ต่อปี ที่นอกเหนือจากการจำหน่ายเพื่อการบริโภคภายในประเทศ สอดคล้องกับ “โนห์ โอมาร” ตอนที่ดำรงแหน่างรัฐมนตรีเกษตรมาเลเซียปีเดียวกัน ยืนยันด้วยว่า มาเลเซียจะเริ่มส่งออกทุเรียนไปจีน ถือเป็นความพยายามท้าทายการผูกขาดตลาดของไทย ที่เจาะตลาดจีนมายาวนาน

จากทุเรียน มูซังโก ของมาเลเซียวันนั้น ทำให้มาเลเซีย ได้ขยายตลาดทุเรียนสู่ประเทศจีน ในจำนวนนี้มเป็นสายพันธุ์”มูซังคิงส์” ซึ่งแปลว่า “ราชาแมวป่า”

เมื่อไม่นานมานี้ “เอกชัย ตั้งจารุกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลด์ ออยปาล์ม จำกัด ผู้ประสบผลสำเร็จในธุรกิจกล้าปาล์มน้ำมัน ที่หันมาสนใจในการที่ผลิตกล้าทุเรียน เพราะมองว่าตลาดตลาดกำลังเตฺิบโต โดยเฉพาะตลาดส่งออกไปยังจีนและเวียดนาม ไปพบเห็นทุเรียนสายพันธุ์”มูซังคิงส์ “(Musang King) จากมาเลเซีย และมีราคาแพงที่สุดในจีน กก.ละหลายพันบาท วางขายสำหรับตลาดบน

“มูซังคิงส์” มีลักษณะลูกเล็กกว่าหมอนทองของไทย เนื้อเนียน สีแหลือง ปัจจุบันมีผู้ประกอบการตั้งเป็นซุ้ม หรือร้านเหมือนกับร้านกาแฟสด ปรากฏว่าเป็นที่นิยมในกลุ่มไซโซนิยมที่เข้าไปซื้อ จนกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของหมอนทองของไทยชนิดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

กลับจากจีน  เอกชัย เดินทางไปยังประเทศมาเลเซียเพื่อแหล่งกำเนิด พบว่าจะมีมากในเกาะบ่อเนียว อีกส่วนหนึ่งอยู่่แทบชายแดนไทย-มาเเลเซีย ติดกับ อ.เบตง จ.ยะลา และอีกส่วนหนึ่งติดกับ อ.สะเดา จ.สงขลาด้วย ที่สำคัญปัจจุบันมีปลูกที่ อ.เบตงด้วย

ราวต้นเดือนสิงหาคม 2559 เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอเบตง เคยนำนำสื่อมวลชนชมทุเรียนพันธุ์ใหม่ คนไทยเชื้อสายจีนเบตง เป็นสายพันธุ์ “เหมาซานหว่อง”หรือ “เหมา ซาน คิง”  เป็นทุเรียนจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นสายเดียวกันกับมูซังคิงส์ (Musang King)เกษตรกรไทย มาทาบกิ่งกับทุเรียนพื้นบ้านของไทย จนออกผลทุเรียนและมีรสชาติอร่อยกว่าของรถชาติดั้งเดิม และเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าในประเทศต่างประเทศ โดยเฉพาะมาเลเซียและสิงคโปร์เป็นหลัก โดยขายกันในราคากิโลกรัมละ 300-350 บาท หรือผลละกว่า 1,000 บาท

 

“สมชาย ทองพูล” เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอเบตง บอกตอนนั้นว่า ทุเรียน“เหมา ซาน คิง” ตลาดยังเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีฐานะทางการเงินดี การขยายตลาดค่อนข้างช้าอนาคตหากมีผลผลิตที่ออกมาในจำนวนมาก และสามารถส่งไปเจาะตลาดในประเทศจีน เหมือนกับทุเรียนหมอนทองที่ชาวจีนนิยมบริโภคได้

 นับเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าสนใจ เนื่องมีการปลูกในประเทศไทยด้วย น่าจะเป็นทางเลือกของชาวสวนผลไม้ในอนาคตได้

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ