7 ผลไม้ไทยต้องผงาดในตลาดโลก

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย…รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          เมื่อปีที่แล้ว คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ได้จัดทำยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทยขึ้นมา โดยตั้งเป้าหมายว่า ประเทศไทยจะเป็นแหล่งผลิตและตลาดผลไม้เมืองร้อนที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เน้นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญ 7 ชนิดเป็นหลัก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ ลำไย และมะม่วง เรื่องนี้ผมเคยเขียนลงตีพิมพ์ใน”คมชัดลึก”มาแล้วครั้งหนึ่ง

         ว่ากันว่าหลักใหญ่ๆ ของการผลักดันนี้ก็คือ หาทางเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเน้นการลดต้นทุนการผลิต แต่ต้องพัฒนาคุณภาพ และการผลิตนอกฤดู รวมทั้งการจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาด และเพิ่มรายได้จากการผลิต

         นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในด้านการเพิ่มมูลค่าผลผลิตโดยการแปรรูป หาช่องทางขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ เช่น การพัฒนาตลาดกลางผลไม้ สนับสนุนการกระจายสินค้าของภาคเอกชน รวมทั้งตลาดเพ่ื่อนบ้านหรือตลาดชายแดน จะเห็นได้ว่าแผนที่วางไว้ก็ดูดี แต่ว่าในทางปฏิบัติจะเกิดขึ้นได้จริงจังมากน้อยเพียงใด นั่นคืออีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคิด

        เป้าหมายของแผนนี้ตั้งไว้ค่อนข้างสูงครับ  คือ จะสร้างเสถียรภาพราคาผลไม้ โดยมีเป้าหมายว่า ค่าเฉลี่ยราคาที่เกษตรกรขายได้นั้น จะต้องไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต พูดง่ายๆ ก็คือ ทำแล้วต้องไม่ขาดทุน และมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายว่า จากเดิมที่เกษตรกรมีกำไรเฉลี่ยต่อไร่ประมาณ 1 หมื่นบาท 

         สำหรับผลไม้ทั้ง 7 ชนิดนั้น จะให้เพิ่มเป็น 1.3 หมื่นบาทต่อไร่ ในอีก 3 ปีข้างหน้า และจะผลักดันให้มูลค่าการส่งออก ทั้งในรูปผลไม้สดและผลิตภัณฑ์แปรรูป เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี รวมทั้งจะให้มีการพัฒนาคุณภาพที่ได้มาตรฐานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ทั้งหมดนี้ได้ประมาณการงบประมาณที่ต้องใช้ในการขับเคลื่อนประมาณ 700 กว่าล้านบาท ซึ่งหากทำได้สำเร็จตามเป้าหมายก็จัดได้ว่าการลงทุนนี้คุ้มค่า

         ความจริงแล้วเรื่องตลาดผลไม้เป็นเรื่องสำคัญ การวิจัยการตลาดก็เป็นเรื่องที่จำเป็น เช่น การศึกษาพฤติกรรมการบริโภคผลไม้ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้การผลิตสอดคล้องกับความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง นอกจากนี้ควรต้องพยายามหาจุดขายของผลไม้ไทย เช่น คุณค่าทางโภชนาการ ผลดีต่อสุขภาพ หรือแม้กระทั่งสรรพคุณทางยา สิ่งเหล่านี้เป็นการชูจุดขายได้อย่างหนึ่ง การรณรงค์ให้ผู้บริโภคหันมาบริโภคผลไม้ให้มากขึ้นก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะขยายตลาดให้กว้างออกไป แต่เรื่องเช่นนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

          การผลิตผลไม้นอกฤดูก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อจัดการเรื่องตลาด โดยการกระจายผลผลิตให้มีช่วงเวลาวางขายได้นานขึ้น ทำให้สินค้าไม่ประดังกันเข้ามา แล้วส่งผลต่อราคา ผลไม้ที่ใช้เรื่องการจัดการนอกฤดูหรือการกระจายผลผลิตออกทั้งปีอย่างได้ผลก็คือมะม่วง ทำให้การค้าขายมะม่วง ทั้งในประเทศและการส่งออกไม่มีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำ นอกจากมะม่วงแล้วก็มีทุเรียนอีกพืชหนึ่ง ซึ่งสามารถควบคุมการออกดอกและกระจายผลผลิตได้ดี

         ปัญหาการตลาดของพืชเหล่านี้จึงไม่ค่อยมี ส่วนลำไย ถึงแม้จะสามารถบังคับการออกดอกได้ แต่ความรู้ยังกระจายไม่ทั่วถึง จึงทำให้การผลิตในฤดูของบางปีมีมากเกินไป จึงเกิดปัญหาเรื่องราคา แต่ว่าพืชอื่นยังจำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อควบคุมการออกดอกติดผลให้สามารถทำได้ทั้งปี หากเป็นได้อย่างนั้น การตลาดผลไม้เมืองร้อนของไทยน่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น แต่ถึงแม้เรื่องการกระจายผลผลิตจะทำได้ดี

          แต่ปัญหาใหม่ตอนนี้คือ เรื่องการจัดการการตลาดจากแปลงเกษตรกรโดยผ่านพ่อค้าคนกลาง ปัจจุบันการตลาดผลไม้หลายชนิดตกอยู่ในมือของต่างชาติที่เข้ามารับซื้อเพื่อการส่งออก มองดูในระยะสั้นแล้วก็เหมือนกับว่าดี เพราะว่าเกษตรกรมีทางเลือกและสามารถขายได้ในราคาสูงขึ้น

              ส่วนปัญหาระยะยาวจะเป็นอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก หากปล่อยไปเช่นนี้จนเกิดการเสียสมดุล อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่อีกข้อหนึ่งของการตลาดผลไม้ก็ได้