“คาเวนดิช”มาแรง(จบ)เทคนิคการปลูกให้คุณภาพส่งออก

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย …หนึ่งฤทัย

          คราวที่แล้วได้พูดถึงกลุ่มพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพีจับมือกับบริษัท”โดล เอเชีย จำกัด  เตรียมส่งเสริมเกษตรกรปลูกกล้วยหอมเขียว”คาเวนดิช”เป้าแรก 6 หมื่นไร่ พร้อมรับซื้อผลผลิตราคา กก.ละ 12 บาท เพื่อส่งออกไปยังจีน 100% อันนี้ไม่รวมถึงที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่กำลังส่งเสริมการปลูกกล้วยหอมคาเวนดิชอีกไม่อั้น เพื่อส่งจีนเช่นกัน

          นั่นแปลว่า กล้วยหอมคาเวนดิช มีตลาดแน่นอน และเป็นพื๙เศรษฐกิจที่กำลังมาแรง และเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับเกษตรกรอย่างแน่นนอน การนั้นการที่ปลุกกล้วยหอมชนิดนี้ ควรจะมีความรู้ว่าการปลูกเพื่อการส่งออกปลุกอย่างไร ดูแลอย่างนี้

          คราวนี้ หนึ่ง จึงนำวิธีการปลูกแบบฉบับของซีพี เขาปลุกอย่างไรที่จะทำให้กล้วยนั้นข้นงอกงาม ซึ่ง คุณสายัณต์ ลื่อหล้า  นักวิชาการฝ่ายผลิตกล้วยหอมเขียว”คาเวนดิช” ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันแปลงทดลองปลูกของบริษัทได้มีการตัดส่งให้กับโดลเป็นรุ่นที่ 4 แล้วซึ่งตั้งเป้าไว้จะเก็บเกี่ยวนานถึง 20 ปี โดยการปลูกกล้วยหอมเขียว”คาเวนดิช”ทั้งหมดใช้ต้นจากการเพาะเนื้อเยื่อที่ทาง โดล เอเชีย จัดส่งให้ จากนั้นนำมาเพาะเลี้ยงไว้ 2 เดือนแล้วจึงนำมาปลูกในแปลงโดยจะยกร่องแบบหลังเต่า โดยใช้ระยะปลูก 2×3 เมตรจะปลูกได้ 300 ต้น/ไร่

          เมื่อปลูกแล้วเราต้องให้น้ำและปุ๋ยค่ะ ในส่วนของการให้น้ำและปุ๋ยนั้น ปกติจะรดน้ำ วันเว้นวันหรือเว้น 2 วันในช่วงแล้งจะเพิ่มความถี่ในการให้น้ำมากขึ้น ที่สวนจะใช้ระบบมินิสปริงเกลอร์ แต่ในฤดูฝนขึ้นกับสภาพอากาศ

          ลองมาดูการใส่ปุ๋ย คุณสายัณต์ บอกว่า การให้ปุ๋ยจะให้ปุ๋ยทุกเดือน  โดยใช้สูตร 0-0- 60 เป็นหลัก เสริมทัพด้วย 46-0-0 ซึ่งจะให้ปุ๋ยประมาณ 7 ครั้ง พร้อมทั้งใส่มูลไก่อัดเม็ดปีละครั้งมีการพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นหนอ

          ตอนนี้ยังไม่เจอปัญหาเรื่องโรค เพราะมีการใช้ในสารเคมีป้องกัน มีอยู่ไม่กี่ชนิด เช่น ดาโคนิล สารกำจัดแมลงก็จะมี ไดเมทโธเอท จะใช้แค่ช่วงแทงปลี โรคที่สำคัญของกล้วยก็คือ ตายพราย หลายคนเสียหายจากโรคนี้แต่ที่สวนยังไม่เกิดความเสียหาย เพราะใช้หน่อที่เพาะจากเนื้อเยื่อ และมีการจัดการดินที่ดี มีการฆ่าเชื้อทางดินที่ดีแล้ว และต้องจัดการกับใบที่เป็นโรคด้วย หมั่นแต่งใบออกให้เหลือใบ 10-12 ใบต่อต้นกล้วย

          หลังจากปลูกลงดินแล้ว จะมีหน่อแทงขึ้นมาที่บริเวณหน่อเดิมต้องคอยตัดทิ้งเพื่อไม่ให้หน่อใหม่แย่งอาหารจากต้นแม่ที่ต้องหาอาหารเลี้ยงลูกในเครือ พอ 1 เดือนหลังปลูกต้นกล้วยจะมีหน่อเกิดขึ้นมากมายจะต้องปาดหน่อทิ้งหรือขุดไปปลูกในแปลงใหม่ โดยจะไว้หน่อหรือเหลือหน่อไว้เพียงหน่อเดียว เพื่อเป็นต้นที่จะให้ผลผลิตในรุ่น 2ต่อไปประมาณ 4 เดือน กล้วยหอมเขียว”คาวนดิช”จะแทงปลี

         การแทงหัวปลี ใช้เวลาประมาณ 12-15 วันโดยในหวีสุดท้ายซึ่งมักจะมีขนาดเล็กหรือที่เรียกว่าตีนเต่าจะตัดลูกในหวีออกทั้งหมด เหลือไว้เพียง 1 ลูก เรียก ลูกฮีโร่เพื่อใช้เป็นการ์ดไม่ให้เชื้อโรคจากส่วนของปลายหวีลามขึ้นไปยังหวีด้านบนและป้องหันไม่ให้ปลายหวีเหี่ยวแห้ง

         ขณะเดียวกัน ลูก ฮีโร่ยังช่วยดึงน้ำและอาหารลงไปยังหวีสุดท้ายของเครือได้อีกด้วย หลังจาก 12 สัปดาห์ หลังจากแทงปลีแล้ว จะสามารถเก็บเกี่ยวรอบแรกได้ซึ่งทางบริษัทจะติดสัญลักษณ์ไว้ทุกต้นว่า ต้นนี้จะสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อไหร่ หรือจะสังเกตง่ายๆ ว่ากล้วยพร้อมจะเก็บเกี่ยวได้หรือยัง ก็จะวัดจาก 3 ลูกกลางหวีที่ 2 จากด้านบน ถ้ามีขนาด 45 มิลลิเมตรความสุกประมาณ 85% สามารถตัดเครือได้เลย

        อีกไม่เกิน 5เดือนหนอลูก จะสามารถตัดเครือรุ่นที่ 2 ได้อีกรอบ หลังจากตัดเครือแล้วก็จะนำมาตัดแบ่งเป็นหวี แพคใส่ตะกร้านำขึ้นรถห้องเย็นของบริษัท โดล เอเชีย ที่มารอรับอยู่แล้ว

        การดูแลเพื่อให้กล้วยมีผิวสวยไม่ให้กล้วยแต่ละหวีในเครือทิ่มแทงกันจะใช้ถุงพลาสติกกั้นระหว่างหวีกล้วยไว้และห่อเครือกล้วยด้วยถุงพลาสติกสีขาวเพื่อป้องกันใบกล้วยไม่ให้โดนหวีกล้วยซึ่งอาจทำให้เป็นรอยที่ผิวกล้วยได้นอกจากนี้ยังผูกริบบิ้นเป็นสัญลักษณ์เพื่อกำหนดอายุเก็บเกี่ยวอีกด้วย

         สนใจจะลงทุนปลูกกล้วยหอมเขียว คาเวนดิช ในวันที่ 26 สิงหาคม 2560 จะมีการจัดสัมมนา หัวข้อ” จับตากล้วยหอมเขียว คาเวนดิช ปลูกในไทยสดใสในตลาดโลก ที่อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทลัยเกษตรศาสตรื บางเขน กรุงเทพฯ ค่างลงทะเบียนท่านละ 850 บาทรวมค่าอาหารว่าง อาหารเที่ยง และเอกสาร สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ หนึ่งฤทัย089-7835887 ,029766990 ค่ะ!