มองความน่าสนใจของ แคนตาลูป/ เมล่อน ปลูกอย่างไรให้สำเร็จ

  •  
  •  
  •  
  •  

เรื่อง หนึ่งฤทัย

สิ่งที่ทำให้หลายคนสนใจพืชกลุ่มนี้ก็เพราะผลตอบแทนการลงทุนที่ค่อนข้างสูง  เนื่องจากราคาซื้อขายผลผลผลิตค่อนข้างสูง ผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด เพราะพืชกลุ่มนี้ยังมีจำกัดการปลูกอยู่ในกลุ่มเกษตรกรกลุ่มเดิมที่มีความรู้และประสบการณ์ในการปลูก ขณะที่คนที่สนใจรายใหม่ๆยังขาดความรู้ทั้งด้านผลิตและการตลาด จึงยังไม่กล้าที่จะเข้ามาเป็นผู้ผลิต

แคนตาลูปเป็นพืชที่มีเทคนิคการปลูกที่แตกต่างจากพืชทั่วไปและมีการจัดการที่ค่อนข้างเฉพาะ มีรายละเอียดในการจัดการมากรวมทั้งมีเรื่องของตลาดมาเป็นปัจจัยสำคัญในการปลูกจึงทำให้แคนตาลูปยังคงอยู่กับกลุ่มคนปลูกเดิมๆที่ปลูกมานานโดยยากที่กลุ่มคนหน้าใหม่จะเข้าสู่การเป็นคนปลูกแคนตาลูปเป็นอาชีพได้ค่อนข้างยาก ตลาดแคนตาลูปค่อนข้างมีความชัดเจนมากกว่าเมล่อนเนื่องจากการบริโภคสูงและความต้องการสูง ราคาซื้อขายทั่วไปในแปลงปลูกอยู่ที่  10-20 บาท/กก.แล้วแต่ช่วงเวลาและพื้นที่

ส่วนเมล่อนซึ่งเป็นพืชที่มีตลาดที่ค่อนข้างแคบเมื่อเทียบกับแคนตาลูป จึงทำให้การขยายพื้นที่ยังเกิดขึ้นไม่มากนัก ประกอบกับเมล่อนค่อนข้างอ่อนแอเมื่อเทียบกับแคนตาลูปจึงทำให้คนที่สนใจปลูกเมล่อนยังอยู่ในวงจำกัดและมีการปลูกในพื้นที่ไม่มากนัก การปลูกเมล่อนอยู่ในกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่มเช่นกัน  ซึ่งหากเทียบกับแคนตาลูปแล้วเมล่อนยังมีสัดส่วนของการปลูกน้อยมาก แต่ส่วนใหญ่จะขายตรงสู่ผู้บริโภคโดยมีการตั้งราคาขายที่หลากหลายตามกลุ่มคนซื้อของคนปลูกแต่ละคน ราคามีตั้งแต่ กก.ละ 50-200 บาท ขึ้นกับสายพันธุ์และกลุ่มคนซื้อ แต่ถ้าเป็นเมล่อนที่ผลิตในพื้นที่ขนาดใหญ่ ขายเข้าตลาดขายส่ง ราคาซื้อขายที่แปลงปลูกจะอยู่ที่  25-40 บาท/กก.แล้วแต่ช่วงจังหวะและพื้นที่

 

วิเคราะห์ต้นทุนการปลูกแคนตาลูป/เมล่อน

เมื่อวิเคราะห์การลงทุนปลูกแคนตาลูป เมล่อน  จะพบว่าการลงทุนใกล้เคียงกัน  คือ 1 ต้น = 1 ลูก และ 1 ไร่ ประมาณ 3,000 ต้น การดูแลพื้นฐานต่างกันไม่มาก ต้นทุนการผลิตต่อไร่ในส่วนของอุปกรณ์ไม่แตกต่างกัน
-พลาสติกคลุมแปลง 2 ม้วนๆละ 1,500 บาท(ยาว 4 00 เมตร เจาะรูแล้ว) = 3,000 บาท
-สายน้ำหยด 2 ม้วนๆ ละ 1,800 บาท (ม้วนละ 1,000 เมตร) = 3,600 บาท
-ปุ๋ยเคมี ประมาณ 3 กระสอบๆ ละ 1,000 = 3,000 บาท
-ไม้ค้าง 1,000 ลำ ประมาณ 2,500 บาท
-ค่าอุปกรณ์อื่นๆ เช่น เชือก

อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นราคาโดยประมาณ ส่วนอื่นๆที่ต่างกันก็คือ ค่าแรง ค่าธาตุอาหารเสริมทางใบ ค่าสารเคมีกำจัดโรค-แมลง นี่คือตัวแปรสำคัญของต้นทุน  ประเมินการลงทุนเบื้องต้นรวมทั้งอุปกรณ์ทั้งหมดไว้ที่ ไร่ละ 25,000-30,000 บาท  คราวนี้มาดูความได้เปรียบของแตงแต่ละชนิด
แคนตาลูป

ค่าเมล็ดพันธุ์  1 บาท/เมล็ด ผลผลิต 1 ลูก  2 กก. (แต่แคนตาลูปสามารถทำน้ำหนักได้ถึง 2.5 กก.) ราคาต่อ กก. 15-20 บาท (ราคาขายหน้าสวน) รายได้ต่อต้น 30-40 บาท ผลตอบแทนต่อไร่ก็ 90,000-120,000 บาท หรืออาจสูงถึง 150,000 บาท ถ้าราคาแคนตาลูปสูงถึง 25-30 บาท/กก.  แต่ข้อดีของแคนตาลูปก็คือ โอกาสสำเร็จมากที่สุดเพราะทรหด อดทนที่สุด โรค-แมลงรบกวนน้อยที่สุด ที่สำคัญอายุการเก็บเกี่ยว 60 วัน เท่ากับจำนวนวันที่ต้องดูแลน้อยกว่า ความเสี่ยงลดลง รอบการผลิตต่อปีเยอะ  ตลาดกว้าง ตลาดรองรับผลผลิตได้มากเพราะราคาไม่แพง

เมล่อน

ค่าเมล็ดพันธุ์  4-7 บาท/เมล็ด ผลผลิต 1 ลูก 1.5-2 กก. (ส่วนใหญ่น้ำหนักผลจะน้อยกว่าแคนตาลูป)  ราคาต่อ กก. 40-45 บาท    รายได้ต่อต้น 60-80 บาท ผลตอบแทนต่อไร่อยู่ที่ 180,000-200,000 บาท (ถ้าได้ผลผลิต 80-90%) แต่จุดเสี่ยงของเมล่อนก็คือ  โอกาสสำเร็จน้อยกว่าแคนตาลูป เพราะอ่อนแอกว่าแคนตาลูป โอกาสที่จะเสียหายจากโรค-แมลงรบกวนจึงมีมาก โดยมีอัตราความสูญเสีย 20-30% (รายได้ก็จะลดลง) ที่สำคัญอายุการเก็บเกี่ยว 75-90 วัน เท่ากับต้นทุนจะสูงกว่าแคนตาลูปจากการดูแลเรื่องปุ๋ย การพ่นสารเคมี และเสี่ยงต่อความเสียหายไปอีก 25-30 วัน ในส่วนของตลาดเมล่อนก็ขายยากกว่า  ตลาดแคบกว่า เพราะราคาสูงกว่า ต้องป้อนตลาดบนหรือตลาดห้างเป็นหลัก ตลาดล่างขายยากเพราะราคาสูง

วิธีการปลูกเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จ

คราวนี้มาดูวิธีการปลูกกัน ต้องบอกว่าแคนตาลูป เมล่อนเป็นพืชที่มีการจัดการดูแลที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน และมีการจัดการที่ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่น  และปกติแล้วเทคนิคการปลูกก็จะไม่ค่อยมีการเปิดเผยในรายละเอียดกันมากนัก มาดูวิธีการปลูกและการดูแลหลักๆที่จะทำให้ก้าวสู่ความสำเร็จกันค่ะ

การเตรียมแปลงปลูก/การปลูก

การปลูกในแปลง แปลงปลูกแคนตาลูป/เมล่อนควรกว้าง 1 เมตร ความสูง 40 ซม. ทางเดินหรือระยะห่างระหว่างแปลงควรกว้าง 1 เมตร จากนั้นรองพื้นด้วยปุ๋ยอินทรีย์หากสภาพดินไม่อุดมสมบูรณ์  ควรใส่อัตรา  30-40 กก./ไร่ และรองพื้นด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-16  อัตรา  50 กก./ไร่  เนื่องจากแคนตาลูปเป็นพืชที่ต้องการปุ๋ยมาก

การปลูกแคนตาลูป/เมล่อนควรคลุมพลาสติกเพื่อรักษาความชื้นและป้องกันวัชพืช  พลาสติกที่ใช้ในการปลูกแคนตาลูปควรจะเป็นขนาดความกว้างตั้งแต่ 1.20 เมตร ขึ้นไป ระยะปลูกที่ใช้ จะใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 30 ซม. ระหว่างแถว 50 ซม. ปลูก 2 แถวบนร่อง

                สำหรับการปลูกในวัสดุปลูกหรือซับสเตรทจะนิยมใช้ถุงพลาสติกสีขาว ขนาดของถุง ที่ใช้ก็จะเป็น 12×16 นิ้ว วัสดุปลูกส่วนใหญ่จะใช้กาบมะพร้าว เบอร์ 2 กับ เบอร์ 3 มาผสมกันอย่างละ 1 ส่วน บางรายจะผสมทรายละเอียดลงไปด้วยเพื่อให้วัสดุปลูกไม่โปร่งจนเกินไป ซึ่งก็แล้วแต่เทคนิคของแต่ละคน 

การเพาะเมล็ดเพื่อเตรียมต้นกล้า

การเพาะเมล็ด แคนตาลูป เมล่อน ควรใช้วัสดุสำหรับเพาะกล้าโดยตรง    เพราะวัสดุเพาะเหล่านี้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมและผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้ว จึงเป็นวัสดุที่สะอาดปราศเชื้อโรคและแมลง ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายจากเชื้อโรคเข้าทำลายโดยเฉพาะโรครากเน่า โคนเน่าหรือเน่าคอดินได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังทำให้เมล็ดมีอัตราการงอกดี อัตราการรอดสูง ต้นกล้าแข็งแรง เติบโตเร็วอีกด้วย

การเพาะกล้าที่มีประสิทธิภาพควรเพาะในถาดหลุม ควรเป็นถาดหลุมขนาด 104 หลุม  การเพาะเมล็ดในเชิงการค้าเกษตรกรจะนิยมเพาะเมล็ดลงในวัสดุเพาะกล้าเลยโดยไม่มีกระตุ้นการงอกช่วยแต่อย่างใด เนื่องจากการทำในเชิงการค้าเกษตรกรจะปลูกในปริมาณมากจึงไม่สะดวกที่จะทำการกระตุ้นการงอก      อย่างไรก็ตามเมล็ดที่มีจำหน่ายในเชิงการค้าส่วนใหญ่ก็เป็นเมล็ดที่มีอัตราการงอกสูงอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องกระตุ้น เมล็ดก็สามารถงอกได้ในเวลาเพียง 1-2 วันหลังเพาะเมล็ดเท่านั้น

อย่างไรก็ตามเกษตรกรบางรายก็จะกระตุ้นการงอกของเมล็ดเพื่อความมั่นใจโดยการแช่เมล็ดในน้ำอุ่น 2-5 ชั่วโมงก่อนจะนำไปเพาะ  หรือบางรายก็จะบ่มเมล็ด 10-12 ชั่วโมง   โดยนำเมล็ดที่แช่น้ำแล้วห่อผ้าขาวบางนำไปเก็บในกระติ๊กน้ำแข็ง ซึ่งก็สามารถช่วยในการกระตุ้นการงอกได้เช่นกัน    แต่การเพาะเมล็ดจำนวนมากการกระตุ้นการงอกก็ค่อนข้างยุ่งยากในการเตรียมการ ลองนึกภาพการหิ้วกระติ๊กน้ำแข็งเข้าไปในแปลงเป็น 40-50 ใบดูค่ะ ถ้าปลูกจำนวนมากหลายพันต้นต้น  จึงทำให้การปลูกเชิงการค้าจำนวนมากจะไม่นิยมกระตุ้นการงอกของเมล็ดแต่อย่างใด เพาะแห้งเลย ซึ่ง 1-2 คืน หลังเพาะเมล็ดก็จะงอกแล้ว ฉะนั่นอย่ากังวลกับการกระตุ้นหรือไม่กระตุ้นการงอกค่ะ ความสำคัญอยู่ที่ คุณภาพของเมล็ด กับ คุณภาพของวัสดุเพาะค่ะ

การปลูก

นำต้นกล้าอายุ 8-10 วัน มาปลูกในแปลง ก่อนปลูกงดน้ำ 1 วัน  เพื่อให้ดินเกาะรากต้นกล้าได้ดีขึ้น   ตุ้มไม่แตกเมื่อนำมาลงปลูก   ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 40 ซม. ระหว่างแถว 60 ซม.ตามรูพลาสติกที่เจาะไว้ การวางสายน้ำหยดควรตรวจสอบด้วยว่า สายน้ำหยดต้องอยู่ตรงกับรอยเจาะรูของพลาสติก เพื่อที่น้ำจะหยดลงในจุดที่ปลูกต้นกล้าด้วย ซึ่งจะทำให้ต้นกล้าได้รับน้ำอย่างเพียงพอ

 การริดแขนง/การเด็ดยอด

                หลังจากปลูกไปได้ประมาณ 7-10 วัน แคนตาลูปจะเริ่มแตกกิ่งแขนงหรือแตกกิ่งจากตาข้างออกออกมาบริเวณซอกใบ  ต้องริดออกเพื่อมิให้เกิดการแตกแขนงและติดผลเร็วเกินไป  ทยอยริดแขนงไปเรื่อยๆ ทุก 3-4 วัน  จนถึงข้อที่ 8-9  แล้วไว้กิ่งแขนงในตำแหน่งดังกล่าวซึ่งเป็นตำแหน่งที่ให้ผลที่มีคุณภาพดีที่สุด เลือกไว้ผลที่สมบูรณ์ไว้ประมาณ 3-4 กิ่ง ในข้อที่ 9-12 ซึ่งอายุของต้นแคนตาลูปตอนนี้จะประมาณ 28-30 วัน หลังจากไว้ลูกแล้ว อีก 3-4 วัน เห็นผลที่สมบูรณ์ชัดเจนเลือกไว้ลูกเพียง 1 ลูก จากนั้นริดแขนงต่อไปเรื่อยๆจนถึงข้อที่ 25-26 จึงตัดยอดเพื่อให้อาหารส่งมาเลี้ยงผลได้เต็มที่ ทุกขั้นตอนตั้งแต่การริดแขนง การไว้ลูก การเลือกลูก การแขวนลูกยิ่งทำเร็ว ยิ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตเพราะอาหารจะไม่ถูกแบ่งไปใช้เลี้ยงกิ่งแขนง

การคัดผล/แขวนผล

แคนตาลูป/เมล่อน อายุ  28-30 วัน จะไว้ผลโดยเลือกไว้ผลในข้อที่  9-12  ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ให้ลูกที่มีคุณภาพดีที่สุด  หลังจากนั้นอีก 3-4 วัน ผลโตเท่าลูกไข่ไก่ หรือเร็วกว่านี้ยิ่งดี ขนาดผลมีขนาดเท่าผลมะปรางก็สามารถแขวนได้เลย โดยจะคัดผลที่ดีที่สุดไว้เพียงผลเดียว ผลที่เหลือตัดทิ้งหมด

ระบบน้ำและการจัดการน้ำ

ระบบน้ำที่เหมาะสมสำหรับแปลงแคนตาลูป เมล่อนและนิยมใช้กันทั่วไปควรจะเป็นระบบน้ำหยด   โดยนิยมใช้สายน้ำหยดแบบสายแบนที่มีระยะหยดของน้ำ 30 ซม.การวางสายน้ำหยดบนแปลงปลูกจะมีทั้งที่วางสายน้ำหยด 2 สาย และ 3 สาย  ส่วนแคนตาลูป-เมล่อนที่ปลูกในภาชนะบรรจุปลูกไม่ว่าจะเป็นถุงหรือกระถางจะ(ใช้หัวน้ำหยด 8L/H แล้วต่อท่อแยก 4 ทาง วางท่อส่งน้ำไว้ ด้านล่างของถุงเพื่อให้น้ำกระจายได้อย่างทั่วถึง

การให้น้ำแคนตาลูปเมล่อน จะให้น้ำผ่านทางสายน้ำหยด โดยมีอัตราการให้น้ำ 1.5 ลิตรต่อชั่วโมง โดยทั่วไปจะเปิดน้ำประมาณ 20 นาที หรือมีอัตราการให้น้ำประมาณ 0.5 ลิตร/ต้น/ครั้ง ทั้งนี้อัตราการให้น้ำต้องขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และสภาพดินด้วย

การให้ปุ๋ย

การให้ปุ๋ยแคนตาลูป เมล่อน ยังไม่มีการศึกษาวิจัยในเชิงลึกถึงความต้องการธาตุอาหารของแคนตาลูป เมล่อนในแต่ละช่วงอายุ การให้ปุ๋ยแคนตาลูป เมล่อน ชาวสวนแต่ละคนจึงมีการกำหนดการให้ปุ๋ยตามสภาพการเจริญเติบโตของต้นในแปลง  สูตรการให้ปุ๋ยก็จะถ่ายทอดต่อกันมา ส่วนใหญ่แล้วในช่วงต้นเล็กจะให้ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง   เช่น  13-13-13, 20-20-20 ,16-16-16  ช่วงอายุประมาณ 28-40 วัน     ให้ปุ๋ยช่วยบำรุงดอกผลที่มีธาตุฟอสฟอรัสอยู่สูง  โดยใช้สูตร  12-6-18  ,15-30-15  ช่วงใกล้เก็บเกี่ยวหรือก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 15 วัน เปลี่ยนมาปุ๋ยที่มีโปแตสเซียมสูง เช่น 13-13-21 ,16-8-32 ,0-0-50 เพื่อเพิ่มความหวาน   ปริมาณปุ๋ยต่อต้นถ้าเป็นช่วงต้นเล็กจะให้ประมาณ  0.5 กรัม/ต้น/วัน และเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 1 กรัมต่อต้นต่อวันในช่วงอายุ 1 เดือน       การให้ปุ๋ยจะคำนวณปริมาณปุ๋ยต่อต้นแล้วนำมาผสมให้ละลายในถังบรรจุปุ๋ย จากนั้นจึงปล่อยไปกับระบบน้ำโดยผ่านเวนจูรี่ การให้ปุ๋ยแคนตาลูปจะให้ทุกวันหรือวันเว้นวัน

นอกจากนี้ก็จะมีการพ่นปุ๋ยเกร็ดทางใบร่วมด้วยหากสภาพต้นไม่เจริญเติบโตตามอายุที่ควรจะเป็น ช่วงแรกให้ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง  เช่น 20-20-20 ช่วงบำรุงดอกผลก็ให้ปุ๋ยที่มีธาตุฟอสฟอรัสสูง เช่น 15 – 30 – 15  และช่วงเพิ่มคุณภาพผลผลิตเพิ่มธาตุที่มีโปแตสเซียมสูงเพื่อเพิ่มสีเนื้อและเพิ่มความหวาน  เช่น ปุ๋ยเกร็ดสูตร 10 – 20 – 30 ,0-0-50 และพ่น ปุ๋ยโปแตสเซียมไนเตรท สูตร 13 – 0 – 46 เพื่อเพิ่มความ ของสีเนื้อ ขยายผล และเพิ่มความหวานไปพร้อมกัน โดยจะฉีดพ่นตั้งแต่แตงอายุ  50 ไปจนกระทั่งเก็บเกี่ยว  โดยแต่ละครั้งห่างกัน  7 วัน   ซึ่งจะฉีดพ่นประมาณ 3 ครั้งจะช่วยเพิ่มคุณภาพของแตงได้อย่างมาก         นอกจากนี้ยังควรพ่นธาตุอาหารเสริมเพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิตโดยเฉพาะแคลเซียม-โบรอนซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการช่วยความแข็งแกร่งของเซลล์โดยเฉพาะเปลือกผล ช่วยเพิ่มความแน่นเนื้อ เพิ่มความเข้มของสีเนื้อและเพิ่มความหวาน

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเทคนิคบางส่วนที่ชาวสวนแคนตาลูป/เมล่อนจะสามารถนำไปปรับใช้ได้   หากมีข้อสงสัยหรือรายละเอียดอื่น ๆสามารถสอบถามได้ที่ 0897835887 ค่ะ

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ