สยามคูโบต้า ปั้นคนรุ่นใหม่ สานฝันสู่อาชีพเกษตรกรรม

  •  
  •  
  •  
  •  

 

         “แรงบันดาลใจให้ผมหันมาทำเกษตรอินทรีย์ คือผู้มีพระคุณของแผ่นดิน นั่นก็คือ พระแม่ธรณีถ้าทุกคนใช้สารเคมีก็เหมือนเราทำร้ายผู้มีพระคุณ ผมจึงได้น้อมนำปรัชญาขององค์พ่อหลวง รัชกาลที่ 9ในเรื่องการรู้คุณแผ่นดินมาใช้”

         จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 เน้นการพัฒนาทุกภาคส่วนโดยนำนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาช่วย สำหรับภาคการเกษตรเองก็อยู่ในระหว่างการปรับเข้าสู่ยุคเกษตร 4.0 นำวิถีทางแห่งนวัตกรรมและการเพิ่มมูลค่าโดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนพร้อมด้วยองค์ความรู้ในด้านเทคโนโลยี การแปรรูป และการทำตลาดมาเป็นพื้นฐานในการพัฒนา และสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Smart Farmerที่จะเป็นกำลังหลักในการเปลี่ยนแปลงภาคกสิกรรมให้ก้าวไปสู่ยุคเกษตร 4.0ตามที่หวังไว้

         บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัดได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้าง Smart Farmerจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจในด้านการเกษตร จึงได้จัดโครงการ “KUBOTAFarmer Academy 2017”ขึ้นที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้าเกษตรทิพย์อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ภายใต้แนวคิด “Real Smart Farmer :ลงมือจริง บนพื้นที่จริง กับเกษตรกรตัวจริง” เรียนจากผู้รู้จริงสร้างประสบการณ์ตรงจากการลงมือทำ โดยใช้องค์ความรู้ KUBOTA (Agri)Solutions เกษตรครบวงจรที่ช่วยยกระดับเกษตรกรรมไทยด้วยนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรและนวัตกรรมการเพาะปลูกที่มีประสิทธิภาพ

         โอภาศ ธันวารชร กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโสได้เล่าถึงที่มาของโครงการว่า “สำหรับโครงการ KUBOTA Farmer  Academy เพื่อส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสำคัญของการทำการเกษตรตลอดจนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้และพัฒนาต่อยอดกับอาชีพเกษตรกรรมในอนาคตผ่านหลักสูตรการทำนาแบบครบวงจรที่เน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรควบคู่กับการลงมือปฏิบัติจริง เป็น Smart Farmer ที่มีแนวทางในการทำเกษตรกรรมที่เข้มแข็งและรู้จักการนำนวัตกรรมใหม่ๆมาพัฒนาภาคการเกษตรของไทยให้ตอบโจทย์ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ภาคเกษตรของไทยเป็นเกษตรกรรม 4.0

        ในปีแรกที่ได้จัดกิจกรรมไปมีผู้เข้าร่วมโครงการในรุ่นที่ 1 หลายท่านได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปต่อยอดประกอบอาชีพเกษตรกรรมจนประสบความสำเร็จ ทำให้บริษัทฯรู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้าง Smart Farmer รุ่นใหม่ ถือว่าโครงการที่ดำเนินการประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้บริษัทฯจึงได้จัดโครงการ “KUBOTA Farmer Academy 2017” ขึ้นเป็นปีที่2 เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลรุ่นใหม่ที่มีความสนใจในการเป็น Smart Farmerเข้ามาร่วมทำกิจกรรมและนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปพัฒนาสู่การเป็น Smart Farmerที่จะเป็นพลังคนรุ่นใหม่ในการเข้ามาขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของไทยให้เดินหน้าต่อไปอย่างยั่งยืน

        สำหรับกิจกรรมที่เกิดขึ้นในโครงการ “KUBOTA Farmer Academy 2017”ตลอดระยะเวลา 5 วัน 4 คืน ณ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้าเกษตรทิพย์นั้น มีทั้งการเรียนรู้การทำนาแบบครอบคลุมทุกมิติตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ เตรียมดินปลูก บำรุงรักษา เก็บเกี่ยวกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยวทดลองการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่จะเข้ามาตอบโจทย์การทำนาในยุคใหม่ ในทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการเตรียมดิน การปลูกข้าว การเก็บเกี่ยวกระทั่งการอัดฟางซึ่งมักเป็นของเหลือที่ถูกทิ้งเปล่าหลังการเก็บเกี่ยวข้าวทั้งที่สามารถนำมาสร้างให้เกิดรายได้ได้ รวมถึงการพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากลุงบุญมี สุระโคตร เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำนา ประจำปี 2554และประธานศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-เกษตรทิพย์

        “ทุกย่างก้าวที่ผมก้าวเดินไป คือ ตำราเรียนทุกครั้งที่ผมเดินทางไปภูมิภาคต่างๆผมมักจะเก็บข้อมูลเรื่องข้าวของภาคนั้นๆดูในเรื่องความต่างและจุดเด่นของข้าวแต่ในละพื้นที่แล้วเอามาวิเคราะห์ดูว่าเราจะสามารถปลูกข้าวแบบไหนให้ตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่นั้นและสิ่งสำคัญที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมหันมาทำเกษตรอินทรีย์ คือผู้มีพระคุณของแผ่นดิน นั่นก็คือ พระแม่ธรณีถ้าทุกคนใช้สารเคมีก็เหมือนเราทำร้ายผู้มีพระคุณ ผมจึงได้น้อมนำปรัชญาขององค์พ่อหลวง รัชกาลที่ 9ในเรื่องการรู้คุณแผ่นดินมาใช้” ลุงบุญมี ได้เล่าให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฟังถึงข้อคิดดีๆ

        ในการทำการเกษตรด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเองพร้อมทั้งสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้หันกลับมาทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจังนอกจากความสนุกสนานในการเตรียมความพร้อมและลงมือเพาะปลูกแล้วผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้เรียนรู้การต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าจากผลผลิตเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น การทำไอศครีม ชาข้าว สบู่ ฯลฯและได้เพิ่มพูนองค์ความรู้ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์และการหาช่องทางการจัดจำหน่ายอันจะมีความสำคัญในการนำไปต่อยอดธุรกิจของตนเองได้นอกจากนี้สิ่งที่มากกว่าประสบการณ์ในการลงมือทำที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับ ก็คือ มิตรภาพดีๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเพื่อนใหม่ที่ได้พบจากการทำกิจกรรมนี้อันจะเป็นเครือข่ายด้านการเกษตรที่สามารถช่วยเหลือแบ่งปันความรู้กันได้ในอนาคตอีกด้วย

        ความรู้สึกจากการเข้าร่วมโครงการ อย่าง วิโรจน์ ระจิตดำรงค์ หรือ โอ้ด อายุ 37 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัวด้าน Creative / Event organizer บอกว่า หลังจากที่ทุกคนได้เข้าร่วมโครงการนี้ สิ่งต่อไปคือต้องไปค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ไปทดลองจากประสบการณ์จริงที่ได้ทำกิจกรรมในโครงการนี้ จะสามารถทำให้ผู้ร่วมกิจกรรมนำไปประยุกต์ทั้งด้านทฤษฎีสู่ภาคปฏิบัติ สามารถลงมือทำได้จริงอีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มผลผลิตลดต้นทุนในเรื่องของการเกษตรได้เป็นอย่างดี

        “ผมมองว่าปัจจุบันเราต้องใช้ทั้งภูมิปัญญาชาวบ้านมาประยุกต์ใช้ผสมผสานกับเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นเพื่อตอบโจทย์การเป็นชาวนา 4.0 ได้เป็นอย่างดีครับ” วิโรจน์ กล่าว

       ด้าน อุเทน ยาทอง หรือ เทน อายุ 24 ปี พนักงานบริษัทเอกชน เล่าว่า ที่บ้านเขามีพื้นเพทำเกษตรกรรมอยู่แล้ว แต่เขาปักหลักอยู่ในเมือง ทำให้มีคำถามเกิดขึ้นว่าเกษตรกรรมดูห่างไกลจากคนเมืองหรือวัยรุ่นยุคใหม่อย่างเขามาก แล้วมันยากหมกับการที่จะลงมือทำจริงพอมีโครงการนี้เกิดขึ้นมาสามารถตอบโจทย์ที่ตั้งไว้เป็นอย่างดี

        “ความรู้ที่ได้ในทุกกิจกรรมเป็นส่วนที่เติมเต็มในส่วนที่ผมหายไปสิ่งแรกที่ผมตั้งใจกลับไปทำ คือ การบอกต่อเพื่อนๆว่าในปัจจุบันอาชีพเกษตรกรรมไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวเราแต่มันง่ายต่อคนที่คิดจะเริ่มและลงมือทำจริงๆ และผมก็จะลงมือทำในอนาคต” เขา ยืนยัน อย่างมั่นใจ

 

        สำหรับกิขกรรมในครั้งนี้ยังมีการแชร์ประสบการณ์จาก พีรวัส ทองสุข หรือ เอ  ประธานโครงการรุ่นที่ 1ถึงการนำประสบการณ์ที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการในครั้งแรกไปสานต่ออาชีพในปัจจุบันมาแชร์ให้ผู้เข้าร่วมรุ่นที่ 2 ฟังว่า เขาเป็นลูกชาวนาพ่อแม่ทำนาและรับราชการไปด้วยเมื่อก่อน เขาทำงานประจำเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายในกรุงเทพ จะส่งเงินกลับมาให้ที่บ้านมาซื้อปุ๋ยใส่ข้าว ค่ารถไถสำหรับเกี่ยวข้าวแต่พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวมันได้ไม่ถึงกับทุนที่เราลงไป จนต้องมาลงมือทำเองพอมาเป็น Smart Farmer ก็ศึกษาว่าทำยังไงถึงลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้ในระยะยาวผมได้นำความรู้และประสบการณ์จากโครงการ KUBOTA FarmerAcademy ทั้งการปลูกข้าวและพืชแบบผสมผสาน และทำปุ๋ยหมักสูตรต่างๆไว้ใช้เอง ต้นทุนจากเดิมเคยทำนาไร่ละ 4,000-5,000 บาทพอมาทำนาอินทรีย์เหลือไร่ละ 2,000-3,000 บาท ต้นทุนลดลงถึงครึ่งหนึ่งถือเป็นการลดทั้งต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้อีกด้วย

        แม้ว่ากิจกรรม Farmer Academy ในครั้งนี้จะเป็นการมาเรียนรู้เรื่องการทำนาในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 5 วันเท่านั้นแต่ก็ถือเป็นการจุดประกายให้กับคนรุ่นใหม่ที่สนใจทำเกษตรได้มีโอกาสทดลองทำการเกษตรอย่างจริงจังเปรียบเสมือนการเติมเชื้อไฟให้กับอาชีพเกษตรกร และสร้าง Smart Farmerรุ่นใหม่ที่จะช่วยกันพัฒนาและสร้างอนาคตที่สดใสให้กับภาค