เร่งหาทางออก 4 ข้อเสนอร่วมกันของสมาคมปนะมง

  •  
  •  
  •  
  •  

              หารือด้านประมง : พลเอกปัฐมพงศ์ ประถมภัฏ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ นายนายสตีฟ เทรนท์ ผู้อำนวยการมูลนิธิยุติธรรมและสิ่งแวดล้อม หรือ EJF ในประเด็นความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ณ ห้องรับรองกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

   

   รมว.เกษตรฯ ถกสมาคมประมงฯ  เร่งหาทางออก 4 ข้อเสนอร่วมกัน เพื่อผลกระทบภาคประมง หลังบังคับใช้ พ.ร.ก.ประมง ’ขณะที่ “พลเอกปัฐมพงศ์ ประถมภัฏ”  หารือร่วมกับผู้แทน EJF แจงความคืบหน้าการดำเนินการแก้ไขการทำประมงผิดกฎหมายของไทย

          พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับสมาคมประมงแห่งประเทศ นำโดยนายมงคล  สุขเจริญคนา ประธานสมาคมประมงแห่งประเทศ เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาและผลกระทบจากพระราชกำหนดการประมง ว่า การหารือครั้งนี้นอกจากกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมงแล้ว ยังได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมเจ้าท่า กระทรวงแรงงาน เข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อหาทางออกร่วมกันตามที่สมาคมฯ ยื่นข้อเสนอความเดือดร้อนมา 4 ประเด็น คือ 

          ประเด็นแรก  การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคประมง  ซึ่งในเรื่องนี้กระทรวงแรงงานจะเป็นหน่วยงานหลักในการแก้ปัญหาดังกล่าว  โดยอยู่ระหว่างเร่งหาวิธีการแก้ปัญหาและวางหลักเกณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น การนำเข้าแรงงานโดยใช้ MOU หรือความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ ( G to G ) ที่กระทรวงแรงงานต้องหาข้อยุติในเรื่องวิธีการและรายละเอียด ซึ่งแนวทางนี้ก็คาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน ดังนั้น ในที่ประชุมจึงได้มีมติร่วมกันในการแก้ไขปัญหาแรงงานที่น่าจะเป็นทางออกที่จะช่วยให้สามารถทำประมงได้ในระยะสั้น ๆ เพื่อไม่ให้กระทบกับมูลค่าสินค้าประมง โดยใช้มาตรา 83 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 เป็นการชั่วคราว แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานจะต้องไปพิจารณาอีกทีว่าหากมีการใช้มาตรา 83 ที่ให้อธิบดีกรมประมงใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ในการอำนวยความสะดวกในการออกหนังสือคนประจำเรือ (Seabook) แบบเบ็ดเสร็จเพื่อให้ได้ใช้แรงงานประมงที่ถูกต้องตามกฎหมาย  จะไม่กระทบแนวทางที่กระแรงงานกำลังวางแผนอยู่เพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานในระยะยาว ถ้าไม่กระทบก็จะเป็นทางออกเป็นทางออกแรงงานประมงได้ในระยะเฉพาะหน้านี้

          ประเด็นที่สอง เรื่องเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในเรือ ผู้ใช้เครื่องจักรกลในเรือ ที่กรมเจ้าท่าได้ออกประกาศ กฎข้อบังคับสำหรับการตรวจเรือว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการออกใบสำคัญรับรองการตรวจเรือสำหรับเรือประมง พ.ศ. 2559 ข้อบังคับกรมเจ้าท่าเกี่ยวกับการสอบความรู้ของผู้ทำการในเรือประมง พ.ศ. 2559 และประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 55/2560 เรื่อง การฝึกอบรม การสอบความรู้ และการออกหนังสือรับรองสำหรับผู้ควบคุมเครื่องจักรสำหรับเรือประมง ที่ปัจจุบันประกาศต่าง ๆ เหล่านี้ยังมิได้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างทั่วถึง

         ทำให้เรือประมงที่ขาดแคลนคนไทยและต้องใช้แรงงานต่างด้าวทำหน้าที่ควบคุมเครื่องจักรสำหรับเรือประมง ไม่สามารถออกทำการประมงได้ เพราะแรงงานต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตตามข้อบังคับกรมเจ้าท่า  จึงได้สั่งการให้อธิบดีกรมเจ้าท่าออกหนังสือไปยังสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาครับทราบในการเร่งรัดจัดการอบรม การทดสอบความรู้ให้แรงงานต่างด้าวที่ทำหน้าที่ในเรือประมงให้เป็นไปตามประกาศที่กรมเจ้าท่าออกมาแล้ว เพื่อเรือประมงจะสามารถออกทำการประมงได้

          ประเด็นที่สาม แนวทางการซื้อเรือคืน ซึ่งปัจจุบันมีเรือประมงถูกล๊อกจำนวน 1034 ลำ โดยเรือจำนวนดังกล่าวมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน  จึงได้สั่งการให้กรมเจ้าท่าได้จัดทำหลักเกณฑ์เพื่อลดผลกระทบให้กับเจ้าของเรือที่ถูกล็อกให้ชัดเจน ทั้งการจดขนาดเรือให้ถูกต้องเพื่อขอใบอนุญาตการทำประมงต่อ หรือหากไม่สามารถดำเนินการได้และอยากขาย รัฐบาลก็อาจจะต้องตั้งงบประมาณรองรับรับต่อไป  ซึ่งก็ได้สั่งการให้อธิบดีกรมเจ้าที่ทำรายละเอียดการล็อกเรือและซื้อเรือคืนต้องทำอย่างไรให้ชัดเจนเพื่อแจ้งทางสมาคมฯ รับทราบโดยเร็ว

          ประเด็นสุดท้าย ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาในข้อกฎหมายจากพระราชกำหนดการประมง ที่พอถึงขั้นตอนการปฏิบัติจริงแล้วส่งผลกระทบรุนแรงต่อชาวประมง ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือร่วมกับสมาคมฯ ในรายละเอียดที่เป็นปัญหา อะไรแก้ได้ไม่ได้อย่างไร เพื่อให้ทำงานร่วมกันได้ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน โดยยังคงเดินตามกรอบการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย พื้นที่ไฟล์แนบ

        ด้าน พลเอกปัฐมพงศ์ ประถมภัฏ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับนาย นายสตีฟ เทรนท์ ผู้อำนวยการมูลนิธิยุติธรรมและสิ่งแวดล้อม หรือ EJF ในประเด็นการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ว่า รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการดำเนินงานด้านการประมงมีความคืบหน้าตามข้อเสนอแนะของ EJF ในหลายเรื่อง อาทิ 

  1. 1. การแก้ไข พ.ร.ก.การประมง 2558 ทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายหลัก วางระบบการควบคุมและบริหารจัดการประมงเพื่อต่อต้านการประมงไอยูยู และบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน และมีการปรับปรุง พ.ร.ก. ให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 2.การเข้าเป็นภาคี เอฟ เอ โอความตกลงว่าด้วยมาตรการรัฐเจ้าของท่า (PSMA)ล่าสุดได้เข้าเป็นภาคี UNFSA และ SIOFA  ปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจัดตั้งหน่วยสืบสวนกลางด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอุตสาหกรรมประมง และลดขั้นตอนการสั่งการและการบังคับใช้กฎหมายให้รวดเร็วและคล่องตัวขึ้น 4. การลดขนาดกองเรือเพื่อรักษาทรัพยากร และ 5. การปรับปรุงและการติดตั้งระบบ VMS และฐานข้อมูลต่าง ๆ เช่น ระบบการเตือนอัตโนมัติ การวิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยงของเรือ การปรับปรุงและบูรณาการข้อมูล Fishing Info ให้เป็นปัจจุบัน โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับเรือและลูกเรือ โดยเป็นฐานข้อมูลรวม online ที่หน่วยงานต่าง ๆ สามารถเข้าถึงได้

          นอกจากนี้ กรมเจ้าท่าได้ออกกฎข้อบังคับสำหรับการตรวจเรือว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการตรวจเรือ เพื่อจัดทำเครื่องหมายแสดงหมายเลขประจำเรือ พ.ศ.2559 และมีผลบังคับใช้แล้ว โดยในช่วงเดือน เม.ย. – พ.ค. 60 ที่ผ่านมา กรมเจ้าท่า กรมประมง และ ศูนย์บัญชาการแก้ไขการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ร่วมกันสำรวจและจัดทำหมายเลขทะเบียนเรือ โดยกลุ่มเรือเป้าหมายเป็นเรือประมงพาณิชย์ขนาด 10 ตันกรอส และเรือขนถ่าย จำนวน 12,016 ลำ ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 11,716 ลำ หรือ 97.5%

            อีกทั้ง กรมประมง และ ศปมผ. ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลหมายเลขทะเบียนเรือ ให้เชื่อมโยงเข้ากับระบบการควบคุมเรือของกรมเจ้าท่า และเชื่อมต่อไปยังระบบ MCS ของ ศปมผ.และกรมประมงแล้ว อีกทั้งยังได้เสริมสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคอาเซียนเพื่อป้องกันการทำประมงไอยูยู และส่งเสริมการประมงอย่างยั่งยืน โดยไทยผลักดันให้มีการจัดทำนโยบายประมงอาเซียนในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ (AMAF) ครั้งที่ 39 ณ จ.เชียงใหม่ ปลายเดือนกันยายน 2560 ในการนี้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเสนอเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายในระดับนานาชาติ พร้อมเชิญ EJF ร่วมจัด ในเดือน มี.ค. 2561 รวมทั้งเชิญกลุ่มอียูและประเทศผู้ผลิตสินค้าประมงรายใหญ่ระดับโลกเข้าร่วมด้วย

          พลเอกปัฐมพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับผลการตรวจประเมินศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า – ออก (PIPO) ซึ่งมีผู้แทน EJF ร่วมลงพื้นที่ตรวจด้วยนั้น ได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของศูนย์ PIPO โดยให้สามารถเข้าถึงฐานข้อมูล VMS และเพิ่มบุคลากรให้เหมาะสมกับปริมาณเรือเข้า-ออก ของแต่ละศูนย์ พร้อมจัดตั้งจุดตรวจเรือประมงส่วนหน้า (FIPs) และกำหนดขั้นตอนวิธีปฏิบัติงานให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะการตรวจเรือกลุ่มเสี่ยง ได้เพิ่มศูนย์ PIPO 32 แห่ง และตั้งศูนย์ FIP อีก 19 แห่ง ในจังหวัดชายทะเลทั่วประเทศไทย และที่สำคัญคือ การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดที่เกี่ยวกับการทำประมงอย่างเข้มงวดและจริงจัง โดยปัจจุบันรัฐบาลไทยได้ดำเนินคดีไปแล้ว ประกอบด้วย เรือประมงในน่านน้ำ 971 คดี เรือประมงนอกน่านน้ำ 91 คดี เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ 85 คดี และการลงโทษผู้กระทำผิดตามข้อเสนอของ EJF รวมถึงการปรับปรุงการทำงานของคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ และแต่งตั้งคณะกรรมการมาตรการทางปกครองเพื่อให้การพิจารณาคดี และการบังคับมาตรการปกครองมีความคล่องตัวมากขึ้น