“ชุติมา”ลงพื้นที่ยันเกษตรแปลงใหญ่เกษตรกรเข้มเข็ง

  •  
  •  
  •  
  •  

 

ตรวจเยี่ยม : นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรและแผนปฏิบัติงานเกษตรอินทรีย์ พร้อมพบปะเกษตรกร ณ จังหวัดยโสธร และจังหวัดร้อยเอ็

รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานตามแผนการผลิตและตลาดข้าวครบวงจร-เกษตรอินทรีย์ ในพื้นที่ยโสธร และร้อยเอ็ด จี้ 3 แนวทางให้’เจ้าหน้าที่ ประชาสัมพันธุ์ให้เกษตรกทราบนโยบาย

                นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรและแผนปฏิบัติงานเกษตรอินทรีย์ พร้อมพบปะเกษตรกร ที่ จ.ยโสธร และร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2560 ว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อติดตามการดำเนินงานในเรื่องข้าวครบวงจร นาแปลงใหญ่ และเกษตรอินทรีย์ ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากที่ได้ลงพื้นที่พบว่าการดำเนินการนาแปลงใหญ่จะทำให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งและผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ สามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้ ส่งผลให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการในรูปแบบโครงการประชารัฐ ด้วยการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่ระดับต้นทางถึงปลายทาง เกษตรกรต้องมีการรวมตัวกันในการผลิตข้าวคุณภาพทั้ง GAP และข้าวอินทรีย์ ผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับการผลิตมีส่วนช่วยให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ อาทิ การรับซื้อข้าวจากโครงการนาแปลงใหญ่ในราคานำตลาด

                นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ เล็งเห็นถึงศักยภาพการผลิตข้าวอินทรีย์ของภาคอีสาน จึงมีความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร มีเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกข้าวอินทรีย์โดยผลักดันผ่านโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ 1 ล้านไร่ เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่เกษตรกร ในประเด็นดังต่อไปนี้

  1. พื้นที่ที่จะเข้าร่วมโครงการต้องเป็นพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์มาก่อน
  2. หากเกษตรกรที่อยู่ในระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ซึ่งเป็นระบบการรับรองคุณภาพที่มุ่งเน้นการรับประกันคุณภาพในท้องถิ่น มีความสนใจสามารถเข้าร่วมโครงการนาอินทรีย์ได้ โดยไม่ต้องออกจากกลุ่มเดิม
  3. เกษตรกรที่อยู่ในกลุ่มที่ต้องการมาตรฐานสากล เช่น IFOAM USDA หรือ EU สามารถเข้าร่วมโครงการนาอินทรีย์ได้ โดยกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ถ้าผ่านการตรวจสอบ จะได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Organic Thailand) นอกเหนือจากการรับรองตามมาตรฐานสากลของกลุ่ม

                การทำเกษตรอินทรีย์ นอกจากจะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกร เนื่องจากการทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช้ยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ยเคมี และสารเคมี อีกทั้งยังเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้ด้วย