เป้า”โครงการ 5 ประสาน”ปีหน้า 1.4 แสนราย

  •  
  •  
  •  
  •  

กระทรวงเกษตรฯ จัดสัมมนา การขับเคลื่อนโครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง โดยปราชญ์ชาวบ้าน” ประกาศเดินหน้าขยายความสำเร็จ เพื่อสืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง ปี 2561 วางเป้าให้ได้ผู้ร่วมโครงการ 1.4 แสนราย

 

         วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนา เรื่อง การขับเคลื่อนโครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวง โดยปราชญ์ชาวบ้าน ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้น้อมนำแนวคิด เกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มากำหนดเป็นนโยบายสำคัญ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร โดยได้จัดทำโครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวงซึ่งเริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2560 ต่อเนื่องจนถึง ปี 2561

         ทั้งนี้เพื่อความมุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถน้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้พึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนทั้งนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศยังยากจน มีหนี้สิน บางรายไม่มีที่ดินทากิน เป็นของตนเอง และทำการเกษตรยังไม่ถูกต้องซึ่งการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกร ต้องให้เกษตรกรทำการเกษตรอย่างถูกต้อง คือ ผลิตสินค้าเกษตรตรงตามความเหมาะสมของดิน ภูมิอากาศ ตรงกับความต้องการของตลาด โดยใช้เครื่องมือ Agri-Mapอีกทั้งต้องลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และมีคุณภาพแข่งขันได้ ตรงกับความต้องการของตลาด

         ด้วยการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ อาทิ การทำเกษตรแบบแปลงใหญ่การใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการใช้เทคโนโลยี /นวัตกรรมสมัยใหม่ โดยใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นโรงเรียนให้ความรู้กับเกษตรกร

          อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินโครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือ โครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านซึ่งดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561) โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 มีศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 236 ศูนย์ และศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านดังกล่าว เป็น 1 ใน 5 ประสาน ที่จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนโครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง ให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          ดังนั้น เพื่อเป็นการชี้แจงและสร้างความเข้าใจให้ปราชญ์ชาวบ้านรับทราบเป้าหมายและแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตลอดทั้งสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการประยุกต์ใช้ศาสตร์พระราชาในการขับเคลื่อนเกษตรทฤษฎีใหม่ของปราชญ์ชาวบ้าน จึงได้จัดการสัมมนา เรื่อง การขับเคลื่อนโครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง โดย ปราชญ์ชาวบ้านในวันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน 2560 ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาฯ ประกอบด้วย ปราชญ์ชาวบ้านและเกษตรกรต้นแบบจำนวน 150 ราย และเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 30 หน่วยงาน

         ด้านนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ปี 2560มีเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น จำนวน 70,002 ราย ซึ่งเกษตรกรได้นำความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ทำการเกษตรผสมผสาน ตามศักยภาพของตนเองในพื้นที่ เกิดการพึ่งพาตนเอง สามารถลดรายจ่ายจากการบริโภคผลผลิตที่ปลอดภัยของตนเองได้เฉลี่ยเดือนละ 533 บาท มีการลดต้นทุนการผลิต และลดการใช้สารเคมี โดยใช้ปัจจัยการผลิตและใช้แรงงานของตนเองได้เฉลี่ยเดือนละ 556 บาท เกษตรกรมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำงานในเมือง ลดลงร้อยละ 1.47 มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตามหลัก เศรษฐกิจพอเพียง และจัดทำบัญชีครัวเรือน มีการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้ครัวเรือนร้อยละ 18.38 สามารถลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ อีกทั้งยังมีการวางแผนและดำเนินการผลิตในแปลงที่เข้าร่วมโครงการ สร้างรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 4,613 บาท

          สำหรับการดำเนินงาน ในปี 2561 ได้กำหนดรับสมัครเกษตรกรที่มีความสมัครใจเข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่เพิ่มขึ้น จำนวน 70,000 ราย รวมเป็น 140,000 ราย โดยเกษตรกรรายเดิม ปี 2560ได้รับการประเมินศักยภาพ และจัดกลุ่มเกษตรกรเพื่อพัฒนาต่อเนื่องเป็นกลุ่ม A ,B ,C แล้ว (ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560) แยกเป็นรายภาค ดังนี้ ภาคเหนือ 13,257 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20,608 ราย ภาคกลาง  9,745 ราย และภาคใต้ 6,651 ราย รวมทั้งสิ้น 50,261ราย คิดเป็นร้อยละ 71.8