“ชงโค”เสน่ห์ที่ดอก-เป็นยาหลายอย่าง

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย… นายสวีสอง

 

            ในช่วงปลายฝนต้นหนาว หากใครปลูกต้น”ชงโค” ก็จะมีความสุขกับการได้ชมดอกที่บายสะพรั่งสีชมพูอมม่วง ยิ่งถ้าบานพร้อมกันจะสวยมาก เห็นดอกม่วงเต็มต้น สลับเขียวกับใบ พอเข้าในช่วงฤดูหนาวปลายปี ก็ผลัดใบ

“ชงโค”เมื่อก่อนจะ ขึ้นตามคันนา เกษตรกรชาวนาวจะใช้ร่มเงาในนามแดดจัด และได้เชยชมดอกอันสวยงามด้วย ที่สำคัญชงโคนั้นมีสรรพคุรทางยาหรือสมุมนไพรด้วย คือ เปลือกต้น          มาต้มน้ำแก้ท้องเสีย แก้บิด ส่วนดอกที่สวยงามนั้น ยังมีสรรพคุณแก้พิษไข้ร้อน เป็นยาระบาย ใบ      พอกฝี พอกแผล  ขณะที่รากเป็นยาขมเจริญอาหาร และใช้ขับลมได้ดี

            เป็นไม้ยืนต้นสูงราว 8-12 เมตร บางพื้นที่จะเรียกชื่อที่แตกต่างกัน อย่างแม่ฮ่องสอนเรียกว่า “เสี้ยวหวาน” แต่ภาคเหนือทั่วไปเรียกว่า”เสี้ยวดอกแกว” มีชื่อสามัญ ”          Orchid Tree, Purple bauhinia” และชื่อวิทยาศาสตร์”Bauhinia purpurea Linn.”จัดอยุ่ในวงศ์ ” GAESALPINIACEAE”  ในบ้านเรามี พบ 2 ชนิด คือ “ชงโค ตะโป” ดอกสีม่วง ส่วนอีกชนิดหนึ่งคือ”เสี้ยวดอกขาว”

            ใบ เป็นใบเลี้ยงคู่เป็นใบเดี่ยวขึ้นสลับตามกิ่ง  มีรูปทรงมนกลมคล้ายเป็นใบแฝด โคนใบและปลายใบโค้งเว้า สามารถพับเข้าหากันได้ หากดูผิดจะคล้ายกับปีกผีเสื้อกว้างราว 6- 8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-12 ซม.ขอบใบเรียบ หน้าใบมีขนปกคลุม ใต้ใบมีขนเหมือนกันแต่มีเพียงเล็กน้อย

            ดอก     ออกเป็นฃ่อตามปลายกิ่ง ช่อหนึ่งๆ มีดอกย่อยอีก 6-10 ดอก แต่ละดอกมี 5 กลีบ สีจะออกบานเย็น  บ้างจะออกชมพู และสีม่วง เป็นต้น ภายในกลีบมีเกสรตัวผู้เป็นเส้นยาว 5 เส้น ส่วนเกสรตัวเมียอยู่ตรงกลาง 1 เส้น ดอกบานเต็มมีขนาดกว้าง 2-3 นิ้ว กลิ่นหอมอ่อนๆ ติดต้นนานเป็นเดือน         

            ผล        เป็นฝักคล้ายฝักถั่ว กว้างประมาณ 1-1.5 ซม. ยาวประมาณ 15-20 ซม. มีขนขึ้นแน่นหนา พอผลแก่จะแตกตามยาวสีดำแบน

          นิยมการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด