“ทำมัง”กลิ่นแมงดานา ไม่มีพิษ

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย – นายสวีสอง

            สมัยเด็กๆ เคยเห็นต้น“ทำมัง” (Thamrnang) ขึ้นอยู่ตามป่า แต่ค่อนข้างหายาก  เวลามีงานเลี้ยงทางภาคใต้ ผู้ใหญ่จะเด็ดใบ “ทำมัง” มาใส่ในแกงไตปลา แกงเผ็ด  แกงป่าฟักทอง หรือนำมาตำน้ำพริก ทำให้มีกลิ่นหอมน่ากิน หรือเพราะกลิ่นของ”ทำมัง” หอมเหมือนกลิ่นแมงดานาตัวผู้  ชาวบ้านมักเรียกว่า “ต้นแมงดา”   บางทีก็ใช้ปลือกต้นและผลแก่ ใช้ตำน้ำพริกได้เหมือนกัน ส่วนใบอ่อนและดอกอ่อนรับประทานเป็นผัก คือยอดอ่อนลวกนำไปจิ้มกับน้ำพริกกะปิ รสชาติ ฝาด มันร้อนและอมขมเล็กน้อย

          นอกจากนี้“ทำมังมีสรรพคุณทางยาด้วย คือเปลือก ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อและจุกเสียด ขับลม บำรุงประสาท ที่สำคัญไม่มีส่วนไหนที่ที่เป็นพิษเลย คนโบราณ นิยมปลูกตามบ้านเรือน ถือเป็นไม้มงคล(ธรรมมัง)มาตั้งแต่สมัยพุทธกาล

            เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Litsea Petiolata Hook.f. อยู่ในวงศ์ LAURACEAE
บางพื้นที่เรียกว่า ต้นชะมัง และแมงดาต้น มีถิ่นกำเนิด แหลมมาลายู และคาคใต้ของไทย ลำต้นสูงเท่าที่เห็นคือราวๆ 5-10 เมตร ลำต้นตรง กิ่งก้านแตกเป็นทรงพุ่มราว 4-6 ม. ทรงพุ่มรูปกรวยกว้างหรือรูปไข่ ไม่ผลัดใบเปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา ผิวเปลือกต้น ค่อนข้างเรียบ แต่บางต้นอาจแตกเป็นสะเก็ดเล็ก และมีรอยด่างสีขาวกระจายทั่วไป เปลือกอ่อนใกล้ยอดสีเขียว

            ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเวียนสลับตามกิ่ง มีก้านใบยาว 1-3 ซม.สีเขียว ใบรูปทรงรี โคนใบมนกลม ปลายใบแหลมมีติ่งเล็กน้อย กว้าง 4-8 ซม.ยาว 6-10 ซม.ขอบใบเป็นคลื่น ผิวใบด้านบนย่นเป็นลอน ใบอ่อนสีน้ำตาล อมชมพู ใบสีเขียว ด้านล่างสีจางเล็กน้อย แต่ละใบมีเส้นแขนง 5-9 คู่

            ดอก ออกเป็นช่อกระจุกราว 6-8 ดอก  ตามกิ่งแก่  สีเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอม ดอกตูมทรงกลม กลีบรวมเรียง 2 ชั้นๆ ละ 3 กลีบ สีเขียวคล้ายช้อน มีเกสรเพศผู้12 อัน เส้นผ่านศูนย์กลางของดอก 0.ภ4-0.7 ซม. ก้านดอกยาวราว 1 ซม. ออกดอกเดือนประมาณกุมภาพันธ์-มีนาคมของทุกปี
            ผล รูปทรง ทรงกลมรีคล้ายรูปไข่ กว้าง 0.5-0.8 ซม. ยาว 1-1.5 ซม. สีเขียวเข้ม เมื่อสุกสีน้ำเงินเข้ม ปลายแยกเป็น 6 แฉก ด้านในมีเมล็ดสีน้ำตาล

              ไม้ชนิดนี้ขายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หรือตอนกิ่ง

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ