“ค้างคาวดำ”ไวอาก้าแห่งลำเนาไพร

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย…นายสวีสอง

            ทุกวันนี้คนหันไปสนใจและตื่นเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนลืมของไทยมีประสรรพคุณที่อยู่ตามพงไร อย่าง  ไม้ดีๆที่เป็นได้ทั้งไม้ประดับสวยงาม และมีคุณค่าทางสมุนไพร หายไปจากบ้านเราไปอย่างน่าเสียดาย แม้บางชนิด พอจะหาได้บ้างแต่ก็หายากเต็มทน อย่างต้น”สมุนไพรพูสีไทย” หรือที่เรียกจนติดปากว่า  “ว่านค้างคาวดำ” เมื่อก่อนพบอยู่ตามป่าดงดิบ แต่เดี๋ยวนี้แทบจะไม่มี ทั้งมีประโยชน์อย่างมหาศาล  เป็นสมุนนที่สามารถเป็นทั้งรักษาโรค และยาบำรุงที่ธรรมให้มา

            คนสมัยก่อน เอายอดอ่อนจิ้มน้ำพริก ส่วนหัวหรือเหง้า มักนำมาดองกับสุราขาว ทำเป็นยาบำรุง เพราะเชื่อว่าสร้างสมรรถภาพทางเพศชายได้ดีไม่แพ้กระชายดำ ชาวไทยภูเขาเผ่าแม้ว มูเซอ จะใช้ ราก ต้น ใบ เหง้า นำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือเคี้ยวกินเป็นยาบำรุงร่างกาย ส่วนเหง้านำมาต้มกับน้ำดื่มหรือใช้ดองกับเหล้า กำบำรุงกำลังเช่นกัน

           นอกจากนี้ยังใช้ช่วยแก้ธาตุพิการ รากเหง้าและใบใช้ดองกับเหล้ากินเป็นยา หรือนำใบสดมารับประทาน ช่วยทำให้เจริญอาหาร ถ้าใช้ต้น, ใบ, ราก, เหง้า นำมาต้มกับน้ำดื่มหรือเคี้ยวกิน เป็นยารักษามะเร็ง ถ้าเหง้าอย่างเดียวมีรสขมนิดๆ ต้มหรือดองกับเหล้า ดื่มแก้ความดันโลหิตต่ำ ช่วยบำรุงกำลังทางเพศ เป็นต้น

            “ค้างคาวดำ” เป็นไม้ล้มลุกที่อายุอยู่ได้หลายปี มีชื่อวิทยาศาสตร์ Tacca chantrieri André วงศ์ : TACCACEAE  บางตำก็ว่าปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์ DIOSCOREACEAE ลักษณะเป็นว่านมีหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน ความสูงวัดจากพื้นถึงปลายใบ 50-60 ซม.

            ใบ เป็นไม้ใบเดี่ยว มีก้านยาวจากหัวถึงโคน 20-30 ซม. ก้านและใบสีเขียว ปลายใบแหลม ใบกว้าง  8-15 ซม.ยาว 30-50 ซม. พื้นใบมองแล้วเป็นยับๆไปตามเส้นแขนงใบ ซึ่งมี 12-18 คู่

            ดอก ออกเป็นช่อๆละ 4-6 ดอก มีใบประดับหรือคล้ายกับกลีบเลี้ยง 2 คู่ กว้าง 4-8 ซม.ยาวถึง 10 ซม. แต่ละดอกมี 6 กลีบ สีจะออกม่วงดำ นอกจากนี้ยีงมีใบประดับเป็นเส้นกลมอีก 5-20 เส้นดูคล้ายกับหนวดปลาดุก

            ผล มีรูปทรงคล้ายกระสวย รูปสามเหลี่ยม มีกลีบดอกติดแน่น เมื่อแก่แล้วผลจะไม่แตก

            ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด หรือแยกหน่อ ชอบอากาศเย็นจะพบขึ้นตามป่าเขา ป่าดิบแล้งหรือป่าดิบชื้น ที่ระดับความสูงจากน้ำทะเลประมาณ 50-1,000 เมตร

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ