สุดอาลัย”กษัตริย์นักเกษตร”ที่ยิ่งใหญ่แห่งโลก

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย …ดลมนัส  กาเจ

 

            “…เกษตรมีความสำคัญจริง ถ้าไม่มีการเกษตรก็เกือบจะพูดได้ว่าเราจะต้องตายกันหมด เพราะจะไปอาศัยอาหารวิทยาศาสตร์ก็รู้สึกว่าลำบากอยู่และกินไม่อิ่ม แต่ว่าทำไมคนถึงนึกว่าการเกษตรนี่เป็นสิ่งที่ต่ำต้อยที่ไม่สำคัญ ทั้งๆ ที่ความจริงเราต้องอาศัยการเกษตรเพื่อชีวิตของเรา ไม่ใช่เฉพาะสำหรับอาหารเท่านั้น สำหรับสิ่งอื่นทั้งหลายด้วยที่เราต้องอาศัยการเกษตร…”

           วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เป็นวันที่พ่อหลวงของแผ่นดิน”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9” ได้ทรงอำลาลับเสด็จสู่สวรรคคาลัย และวันนี้ศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2560 มาครบบรรจบที่พ่อหลวงลาลับครบ 365 วันพอดี แต่ดวงจิตของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศมีความสู้สึกว่า พระองค์ท่านยังทรงอยู่ใกล้ชิดกับพสกนิกรราวกับว่า วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เป็นเพียงวันแห่งความฝันเท่านั้น

           หากย้อนไป 70 ปีแห่งครองราชสมบัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พ่อหลวงของเรา ได้สร้างมรดกอันล้ำค่าที่มาจากพระอัจฉริยภาพว่าด้วย”ศาสตร์พระราชา” ฝากไว้กับแผ่นดินมากมายอย่างมหาศาลสุดที่ประเมินเป็นมูลค่าได้ เพื่อให้พสกนิกรปวงชนชาวไทยนำไปเป็นแนวทางแห่งการดำรงชีวิตชั่วลูกหลานกาลนาน โดยเฉพาะด้านการเกษตรที่สอดคล้องกับประเทศไทยเป็นประเทศกสิกรรม ที่พระองค์ท่านแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพด้านความเป็น “กษัตริย์นักเกษตร” ที่ยิ่งใหญ่ของแผ่นดินสยามและของโลก   ดั่งพระราชดำรัสบางตอนว่า

          “…เกษตรมีความสำคัญจริง ถ้าไม่มีการเกษตรก็เกือบจะพูดได้ว่าเราจะต้องตายกันหมด เพราะจะไปอาศัยอาหารวิทยาศาสตร์ก็รู้สึกว่าลำบากอยู่และกินไม่อิ่ม แต่ว่าทำไมคนถึงนึกว่าการเกษตรนี่เป็นสิ่งที่ต่ำต้อยที่ไม่สำคัญ ทั้งๆ ที่ความจริงเราต้องอาศัยการเกษตรเพื่อชีวิตของเรา ไม่ใช่เฉพาะสำหรับอาหารเท่านั้น สำหรับสิ่งอื่นทั้งหลายด้วยที่เราต้องอาศัยการเกษตร…”

            “… การเกษตรนั้น่ะไม่ใช่เฉพาะการเอาเมล็ดผักไปหยอดในร่อง แล้วมันจะขึ้นมาเป็นผลผลิตที่เหมาะสมได้ หากแต่ต้องอาศัยวิชาการอย่างอื่นทุกด้าน ตั้งแต่การหยอดเมล็ดพันธุ์ลงไปในร่อง จนกระทั่งให้ฝักหรือสิ่งนั้นงอกขึ้นมาเป็นประโยชน์ได้ ต้องอาศัยทุกอย่างในชีวิตของคน คือทุกสาขาของความรู้ที่ต้องผ่านมา…” ( ข้อมูลจาก หนังสือ ‘ พระบิดาของแผ่นดิน ‘ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ..ในงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2540)

ทรงวิสัยทัศน์ยาวไกลต่อภาคเกษตรในทุกมิติ

            ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูปภาคการเกษตรครั้งใหญ่ ที่เน้นในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาแทนแรงงานคนที่กำลังขาดแคลน เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ พระองค์ท่าน ทรงวิสัยทัศน์อันยาวไกล ทะลุถึงการพัฒนาภาคการเกษตรในทุกมิติมานานแล้ว และพระองค์ท่าทรงดำดิอย่างชัดเจนว่า การเกษตรจะต้องอาศัยความรู้ ทางวิชาการ พร้อมๆกับเทคโนโลยี และวิทยาการสมัยใหม่ ที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาภาคการเกษตร-อุตสาหกรรมในมิติใหม่ ที่สอดคล้องตามที่รัฐบาลปัจจุบันกำหนดกรอบ”ไทยแลนด์ 4.0 “นั่นเอง เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรที่ยั่งยืน

            ก่อนหน้านี้ นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกาตร ให้นิยาม”กษัตริย์นักเกษตร” ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงทรงวิสัยทัศน์ต่อภาคการเกษตรที่ยาวไกลครอลคลุมในทุกมิติ ตั้งแต่เกษตรหยังชีพ เกษตรพอเพียง ตลอดจนเกษตรที่ต้องใช้เทคโนโลยี่ และนวัตกรรมสมัยใหม่ หรือเกษตรอุตสาหกรรมในเชิงพาณิชย์ถือเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนาภาคการเกษตรที่ยิ่งใหญ่หาที่สุดมิได้ ดั่งที่ทรงวิสัยทัศน์อันยาวไกล ผ่านกระแสพระราชดำรัสที่ว่า  


            “…การทำการเกษตรกรรมนั้นจะต้องมีวิชาการ วิชาการแผนใหม่ สมัยใหม่ ที่ก้าวหน้า เช่น ใช้ปุ๋ย วิธีใช้ปุ๋ย วิธีใช้ยาต่างๆ วิธีใช้เครื่องกลต่างๆ อันนี้ทุกคนก็ปรารถนาที่จะก้าวหน้าเป็นคนสมัยใหม่ เป็นคนที่ใช้วิชาการวิทยาการแผนใหม่ คือ หมายความว่าอะไร เครื่องจักรกลทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ค้นคว่ามาก็ได้ใช้ ในข้อนี้ต้องคิดดีๆ บางคนมุ่งที่จะเป็นคนสมัยใหม่ มุ่งจะเป็นคนก้าวหน้า ใช้วิชาการ ใช้วิทยาการ ใช้ที่เรียกว่าเทคโนโลยี คำนี้ก็คงจะเข้าใจ เทคโนโลยีก็หมายความถึงเครื่องกลต่างๆ ที่เขาค้นคว้ามา เขาเอามาขายเราในราคาแพง แล้วก็เวลาปฏิบัติก็ต้องมีความรู้ช่างกล มีความรู้ในทางวิชาการมากขึ้น ข้อนี้เป็นข้อดีเหมือนกันที่จะก้าวหน้า แต่หมายความว่าทุกคน สมาชิกทุกคนต้องเรียนรู้วิชาการให้ใช้วิทยาการต่างๆ นี้ให้ถูกต้อง ถ้าใช้ไม่ถูกต้องก็จะเกิดผลเสียหายได้…” ( ข้อมูลจาก หนังสือ ‘ พระบิดาของแผ่นดิน ‘ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ..ในงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2540)

 4,447 โครงการพระราชดำริ ฯแม่บทด้านการเกษตร

            แม้พระองค์ทรงปางพระเสด็จดับขันธิ นิราสสู่สวรรคาลัยแล้ว  ทว่า..ความเป็น”กษัตริย์นักเกษตร”ของแผ่นดิน  ยัง ธ สถิตในดวงใจไทยชั่วนิรันดร์  ถือเป็นความภาคภูมิใจของเราชาวไทย ที่มีพระมหากษัตริย์เห็นความสำคัญของภาคการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาตั้งแต่อดีต ที่พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักเกษตร นักพัฒนา และนักคิดค้น ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก จะเห็นได้จากตั้งแต่ทรงเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เป็นต้นมา พระองค์ทรงคิดค้นหาแนวทางการพัฒนาด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ทั้งทางด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาดิน และแหล่งน้ำ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทุกหมู่เหล่าทั่วราชอาณาจักร จนเป็นที่ประจักษ์ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน

            การพัฒนาด้านการเกษตรของพระองค์ท่าน ภายใต้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีถึง  4,447 โครงการ นั้น ในจำนวนนี้เป็นโครงการที่เกี่ยวกับน้ำถึง 3,031 โครงการ ด้านส่งเสริมอาชีพ 325 ด้านการเกษตร 165 โครง ที่เหลือจะเป็นด้านอื่นๆ โดยทรงเลือกใช้วิธีการพัฒนาในรูปแบบต่าง ๆ เน้นที่จะให้ราษฎรสามารถพึ่งตนเอง ทั้งในทางเศรษฐกิจ และสังคม ฝึกให้ราษฎรประหยัด ด้วยมรรควิธีที่นุ่มนวล กระชับและเรียบง่ายและสะดวกต่อการยอมรับโดยวางแผนแต่ละโครงการอย่างสอดคล้องกับภูมิสังคมของแต่ละแห่งหน โดยแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ โครงการที่มีลักษณะศึกษา ค้นคว้าทดลองเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลแท้จริง และประสบการณ์ที่จะนำมาซึ่งความรู้ในวิธีการและแนวทางที่ แก้ไขปัญหา และดำเนินการพัฒนาให้ได้ผลดี เหมาะสมกับสภาพสังคมและสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่นลักษณะหนึ่ง

ทรงเนรมิตร 6 ศูนย์ศึกษาฯเน้นแก้ปัญหาในพื้นที่

             ด้วยพระอัจฉริยภาพผสมผสผานกับที่พระองค์ทรงเสด็จในพื้นที่ต่างๆพระองค์ท่านทรงเห็นว่า แต่พื้นปัญหาย่อมมีตวามแตกต่างกัน จึงทรงเนรมิตรสร้างศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้งหมด 6 แห่ง ตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศเน้นแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับตามสภาพภูมิศาสตร์สังคม  ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯนั้นตั้งอยู่  อาทิ  ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา ,.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี ,ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร ,ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่, และศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส โดยละศูนย์จะมีแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิศาสตร์ สังคมที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯนั้นตั้งอยู่

            ทั้งนี้เพื่อเป็นศูนย์กลางในการศึกษาค้นคว้า วิจัย ซึ่งจะมีงานทดลองวิจัย ไม่น้อยกว่า 689 เรื่อง ตลอดจนแสวงหาแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและการประกอบอาชีพของราษฎร พร้อมนำผลสำเร็จของการพัฒนาออกสู่พื้นที่ของเกษตรกรโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ราษฎรมีความเป็นอยู่อย่างพอมี พอกิน และพอเพียงควบคู่กับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เป็นหน่วยงานหลักในการประสานแผนงานและความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามพระราชดำริ

             อีกลักษณะ หนึ่งคือ เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาหลักของเกษตรกร ผู้ประสบปัญหาและอุปสรรคมากขึ้นทุกขณะในหลาย ๆ ด้าน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเริ่มดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดยใช้การพัฒนาแบบผสมผสาน (Integrated Development) ทรง เริ่มจากพื้นที่รอบ ๆ ที่ประทับในส่วนภูมิภาค แล้วขยายไปสู่สังคมเกษตรในพื้นที่กว้างขึ้น

            นอกจากโครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริแล้ว หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นับเป็นแม่บทแห่งการดำรงชีพได้เป็นอย่างดี ที่สามารถใช้เป็นรากฐานในการประกอบอาชีพ เพื่อการยังชีพ และขยายสู่การค้า อันจะนำไปสู่การตั้งตัว

ยูเอ็นกำหนด 5 ธันวาฯ”วันดินโลก”

            น่าปิติยินดีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9ทรงคิดค้นหาแนวทางการพัฒนาด้วยพระวิริยะอุตสาหะ และมีพระอัจฉริยภาพด้านความเป็น “กษัตริย์นักเกษตร” ที่ทรงวิสัยทัศน์อันยาวไกล ทั้งทางด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาดิน และแหล่งน้ำนั้น

          วันนี้ เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลกแล้วว่าพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ในด้านการเกษตร ด้านอนุรักษ์ แก้ไข และฟื้นฟูทรัพยากรดิน ที่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาดินที่เสื่อมโทรม ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ด้วยวิธรการต่างๆเพื่อนำพื้นที่มีปัญหา สามารถเป็นแหล่งผลิตอาหาร อันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน และจะนำไปสู่การขจัดซึ่งความยากจนและความหิวโหย โดยอาศันพื้นฐานหลักปรั๙ญาเศรษฐกิจพอเพียง จนองค์การสหประชาชาติมีมติรับรองให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็น”วันดินโลก” หรือ World Soil Day เพื่อเทิดพระเกียรติตลอดไป

            นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างล้นพ้นที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถทรงมีน้ำพระราชหฤทัยพระเมตตาตลอดจนการทรงงานอย่างหนักตรากตรำอย่างต่อเนื่องพร้อมทรงเสียสละทุ่มเทพระวรกายเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขและทรงขจัดความทุกข์ยาก ความเดือดร้อน ให้กลับกลายเป็นความอยู่ดีมีสุขแก่ทวยราษฎร์อย่างทั่วหน้า จนเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก และได้รับสมญานามว่า ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนาที่ทรงงานหนักที่สุดในโลกด้วย

            วันนี้แม้”พ่อหลวง”ของแผ่นดินทรงลาลับ เสด็จสู่สวรรคาลัย แต่ปวงชนชาวไทยทั้งแผ่นดินต่างรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณชั่วนิรันดร์

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ