ฟันธง!กล้วยหอม”คาเวนดิช”มีอนาคตแน่นอน(มีคลิป)

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย…ดลมนัส  กาเจ

           “มีบริษัทเอกชนรายใหญ่จากประเทศจีนไว้ใจมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ให้ผลิตกล้วยหอมเขียวคาเวนดิช ที่สามารถรับได้อาทิตย์ละถึง 500 ตัน แต่ยังไม่มีผลผลิต ทางแม่โจ้เตรียมตั้งศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาก้วยหอมหอมคาเวนดิชเพื่อส่งออกโดยตรงและจะเป็นแห่งของประเทศไทยด้วย”

          ในห้วงเวลา 4-5   ปีที่ผ่านมา จีนงดซื้อกล้วยหอมเขียว”คาเวนดิช” จากประเทศฟิลิปปิ่นส์ ซึ่งถือว่า เป็นแหล่งผลิตกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชรายใหญ่อันดับสองของโลกรองจาก เอกวาดอร์ โดยให้เหตุผลเป็นทางการว่า มีสารเคมีป่นเปื้อน

           ในความเป็นจริงอย่างที่ทราบว่าทั้งสองประเทศมีปัญหาในเรื่องการพิพาทชิงหมู่เกาะสแปรตลีย์ในทะเลจีนใต้ที่จีนและฟิลิปปิ่นต่างอ้างกรรมสิทธิ์ครอบครองดินแดนบนเกาะแห่งนี้  ส่งผลให้กล้วยหอมเขียวคาเวดิชขาดตลาด ในประเทศจีน จึงมีผู้ประกอบการในจีนส่วนหนึ่งลงทุนปลูกในเขตมณฑลยูนาน โดยเฉพาะสิบสองปันนา อีกส่วนกลุ่มนักธรกิจจีนเข้าไปเช่าพื้นที่ปลูกในประเทศ สปป.ลาว

          เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาล สปป.ลาว มองถึงความมั่นคงด้านอาหารหลักคือข้าว หลังจากที่พบว่า พื้นที่จำนวนไม่น้อยชาวจีนเช่าไปปลูกกล้วยหอมคาเวนดิช รัฐบาล สปป.ลาว จึงประกาศไม่สนับสนุนให้ปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชใน สปป.ลาว เหตุคือ ต้องการนำพื้นการเกษตรมาปลูกข้าว  เพื่อสร้างมั่นคงด้านอาหารหลัก และพบว่าการปลูกกล้วยเขียวคาเวนดิช ของชาวจีนมีการใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช และแมลงศัตรูพืชอย่างมหาศาร ทำให้กระทบต่อระบบนิเวศน์ และสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็ว

          ขณะที่ความต้องการกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชของจีนสูงมาก ทำให้นักธุรกิจจีนบางกลุ่มลามมาปลูกถึงประเทศไทย โดยเฉพาะที่เชียงราย ที่คนมาปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิช ส่งออกไปยังจีนโดยตรงทั้งหมดหลายพันไร่

          หลังจากที่ผู้ประกอบการชาวจีนมาปลูกในไทยจำนวนมาก ทำให้มีกลุ่มคนบางกลุ่มฉวยโอกาส มาขายหน่อกล้วยหอมคาเวนดิช ให้เกษตรกรทำที่ว่าจะเป็นผู้ซื้อผลผลิต ทำให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยลงทุนซื้อแต่กลุ่มคนเหล่านี้หายหัวไป ปล่อยเป็นภาวะให้กับเกษตรกร ซึ่งไม่ทราบว่าจะนำผลผลิตไปขายที่ไหน

          ที่จริงกลุ่มคนเหล่านี้ตั้งใจจะรับซื้อเองจริง เพื่อส่งออกไปยังจีน และมาเลเซีย ที่ต้องการกล้วยหอมคาเวนดิชสูงเช่นกัน แต่การส่งเสริมเกษตรกรไม่ถึงเป้า ผลผลิตเก็บแล้วมีปริมาณน้อย ไม่สามารถที่ส่งออกได้เพราะไม่ถึง 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ซื้อไปก็ขาดทุน เลยปล่อยเป็นภาระให้กับเกษตรกรผู้ปลูก ที่ไม่มีตลาดรองรับ ในที่สุดเกษตรบางกลุ่มปลูกฝังและมองว่า การส่งเสริมปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชเป็นการหลอกลวงและทำลายสิ่งแวดล้อม ทั้งที่ในความเป็นจริงตลาดกล้วยหอมคาเวนดิชนั้น มีมากมายมหาศาล โดยเฉพาะตลาดส่งออกไปยังประเทศจีน

         ตรงนี้แหละ ทำให้”ซีพี”หันไปจับมือกับบริษัท โดล เอเชีย จำกัด เตรียมส่งเสริมเกษตรกรปลูกกล้วยหอมเขียว”คาเวนดิช”เป้าแรก 6 หมื่นไร่ พร้อมรับซื้อคืนในราคาประกัย กก.ละ 12 บาท ส่งออก 100%

          ขณะเดียวกันทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่ได้รับการยอมรับในการผลิตบัณฑิตด้านการเกษตรที่มีคุณภาพอันดับต้นๆของโลกก็ตัดสินใจจะส่งเสริมให้เกษตรกรให้ปลูกกล้วยหอมคาเวนดิช เพื่อส่งออกเช่นกัน โดยเครือข่ายของแม่โจ้จะรับซื้อเองทั้งหมด

          ล่าสุด ดร.กอบลาภ อารีศรีสม รอง ผอ.ศูนย์กล้วยไม้และไม้ดอกไม้ประดับมหาวิทลัยแม่โจ้  ที่หันมาศึกษาเกียวกับกล้วยคาเวนดิช และสนับสนุนเกษตรกรให้ปลูกด้วย บอกว่า มีบริษัทเอกชนรายใหญ่จากประเทศจีนไว้ใจมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ให้ผลิตกล้วยหอมเขียวคาเวนดิช ที่สามารถรับได้อาทิตย์ละถึง 500 ตัน แต่ยังไม่มีผลผลิต ทางแม่โจ้เตรียมตั้งศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาก้วยหอมหอมคาเวนดิชเพื่อส่งออกโดยตรงและจะเป็นแห่งของประเทศไทยด้วย

          ที่สำคัญต่อไปนี้ไม่ต้องกลัวครับ เพราะอีกไม่นาน พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 หรือที่เรียกง่ายๆว่า “ พ.ร.บ.คอนแทรคฟาร์มมิ่ง” ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 เพื่อประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว โดยจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 120 วัน คือตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2560 เป็นต้นไปแล้วครับ

          พ.ร.บ.นี้มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม รวมทั้งกำหนดกลไกในการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาในอนาคต ต่อไปใครจะหลอกเกษตรกรไม่ได้อีกแล้วครับ โอกาสหน้าผมจะเอาเนื้อหาของ พ.ร.บ.นี้ให้ทราบว่ามีการคุ้มเกษตรกรและคู่สัญญาอย่างไร

          ฉะนั้นไม่ต้องกลัวครับ ผมเคยพูดเสมอว่าการทำอาชีพเกษตรที่จะให้เกษตรกรอยู่ได้ต้องมีตลาดรองรับอย่างชัดเจน อย่างกล้วยหอมเขียวคาเวนดิช มีตลาดแน่นอน  ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายที่บางคนกำลังจะใส่ร้ายว่า มีการหลอดหลวง และทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะถ้าร่วมกับหน่วยงานมีความรับผิดชอบต่อสังคม จะต้องดำเนินการอย่างเหมาะสมที่สำคัญการปลูกกล้วยหอมชนิดนี้ไม่มีความแตกต่างกับกล้วยหอมทองบ้านเรา ข้อดีคือพันธุ์ที่ปลูกเพาะเนื้อเหยื่อ ปัญหาของโรคจึงน้อยลงด้วย ปลูกครั้งเดียวอยู่ได้หลายรุ่น

          จากการคุยกับเกษตรที่ปลูกแล้วที่ อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา แค่ชุดแรกก็กำไรแล้ว ทั้งที่ชุดแรกลงทุนสูงคือ จัดการกับดิน เดินระบบน้ำ ค่าหน่อกล้า ค่าแรง แต่ได้กำไร ไร่ละเป็นหมื่น ชุดสองไม่ต้องมีระบบน้ำ ไม่ต้องการจัดการกับสภาพดิน ไม่มีหน่อต้นกล้า  ได้กำไรเหนาะๆไร่ละกว่า 4 หมื่นบาท มากกว่าทำนา ปลูกมันสำปะหลัง และข้าวโพดหลายเท่าตัว

          ฉะนั้นลองคิดให้ดีๆ อย่าหูเบาไปเชื่อคนอื่น มองง่ายๆถ้าบริษัทยักษ์ใหญ่ และสถานบันการศึกษาลงมาเล่นเอง แสดงว่าให้เห็นว่า กล้วยหอมเขียวคาเวนดิชมีอนาคตแน่นอน

           สนใจที่จะลงทุนปลูกกล้วยหอมเขียว คาเวนดิช จะทำอย่างไร จะร่วมกับซีพี และโดล เอเชีย หรือมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้หรือไม่ อย่าลื วันที่ 26 สิงหาคม 2560 นี้ เว็ปไซต์แนวเกษตรและอาชีพน้องใหม่ “เกษตรทำกิน”(kasettum,com) ร่วมพันมิตร “รักษ์เกษตร”และไม่ลองไม่รู้” จัดสัมมนา หัวข้อ” จับกล้วยหอมเขียว คาเวนดิช อนาคตของเกษตรกรไทย” ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ค่าลงทะเบียน  850 บาท รวมถึงอาหารมื้อเที่ยง อาหารว่าง 2  เวลา สอบถามเพิ่มเติม ได้ ที่หนึ่งฤทัย 089-7835887 หรื ครับ!