“มูซังคิง-คาเวนดิช” พืชเศษฐกิจตัวใหม่ที่มีอนาคต

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย…ดลมนัส  กาเจ

          ปัจจุบันภาคการเกษตรในบ้านเรามักจะประสบปัญหากับราคาที่ตกต่ำ สินค้าเกษตรหลายชนิด ที่ขายแล้วไม่คุ้มทุน หากบวกกับแรงงานของตัวเองด้วย แต่เกษตรกรต้องทำ เพราะไม่ทราบว่าจะไปทำอะไร จนกลายเป็นวิถีชีวิตไปโดยปริยาย

          ปัญหาหนึ่งที่เกษตรกรในบ้านเราคือการทำเกษตรแบบเคยชิน หรือตัวเองถนัด  ทำอะไรก็จะทำแบบที่เคยทำ อาทิ การทำนาก็ทำนาต่อไป ทำสวนยางก็อยู่กับสวนยางไปเรื่อยๆ โดยไม่คำนึงถึงกลไกของตลาดว่า ต้องการอะไร  

          อีกวิธีหนึ่งคือทำการเกษตรที่เลียนแบบตามๆกันหรือตามกระแส เห็นว่าใครปลูกอะไร เลี้ยงอะไรได้ราคา มีกำไรก็แห่ทำตาม สุดท้ายเกิดภาวะล้นตลาด และราคาตกต่ำ ปัญหาตามมาคือขาดทุนครับ

          เกษตรกรยุคใหม่ต้องมองไกล โดยเฉพาะด้านการตลาดว่า วินาทีนี้ ตลาดต้องการอะไร ตลาดอยู่ที่ไหน ผู้บริโภคเป็นใคร คิดแล้วต้องลงมือก่อนเพื่อน จะปลูกพืช หรือเลี้ยงสัตว์ แม้การแปรรูปผลิตภัณฑ์ เอาที่ตลาดต้องการ หากใครทำก่อนคนนั้นย่อมได้เปรียบเสมอ

          ตอนนี้เท่าที่เห็นมาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าสนใจ ที่ตลาดต้องการสูง โดยเฉพาะตลาดส่งออกไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน และเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อมากอีกด้วยคือทุเรียนสายพันธุ์”มูซังคิง” ซึ่งเป็นทุเรียนพันธุ์ที่สุดของมาเลเซีย ที่เขาถือว่า เป็นนัมเบอร์วัน เป็นทุเรียนพื้นเมืองสายพันธุ์ดั้งเดิมครับ ไม่มีการปรับปรุงสายพันธุ์ใดๆ ถือว่าเป็นรสชาติที่อร่อยตามธรรมชาติให้มา เหมือนกับหลิน-หลงลับแลในบ้านเรานั่นแหละ

          เนื้อทุเรียนเนียน เหนียว รสหวานมัน เมล็ดลีบ ในจีนขาย กก.ละกว่า 2,000 -3,000บาท ในมาเลเซียเอง ถือว่า แหล่งกำเนิดของทุเรียนนี้ขายในท้องตลาด กก.ละ 100-120  ริงกิตมาเลเซีย หรือราว 800- 1,000 บาท

          สายพันธุ์นี้ปลูกในบ้านเราได้ดีครับ อย่างปลูกที่ อ.เบตง จ.ยะลา ผลผลิตรูปทรงสวยกว่า รสชาติอร่อยกว่า ผลดกกว่า และลูกโตกว่าด้วย อาจเป็นไปได้ว่าคนไทยเราทำเกษตรที่เก่งกว่าเกษตรกรชาวมาเลเซียก็ได้ อย่างที่คนไทยปลูกที่ อ.เบตง นั้นมีพ่อค้าซื้อยกสวนไปเลยครับ กก.ละ ราว 400-450 บาท โดยพ่อค้าคนกลางซื้อเพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน

          ว่ากันว่างานนี้ถือเป็นการเปิดตลาดครั้งแรกของทุเรียนมูซังคิงที่ปลุฃูกในประเทศไทย ส่งออกไปยังประเทศจีน จากเดิมมาเลเซีย เป็นผู้ส่งออกเพียงรายเดียว ส่วนที่คนไทยปลูกนั้น จะส่งออกไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์

ตอนนี้คนไทยเรา มีการผลิตต้นกล้าทุเรียนมูซังคิงแท้ 100 % กันแล้วครับ เพื่อรองรับเกษตรกรที่สนใจจะปลูกทุเรียนสายพันธุ์นี้กันแล้วครับ

          พืชอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ คือกล้วยหอมเขียว”คาเวนดิช” เป็นกล้วยหอมของฟิลิปปินส์ มีการปลูกมากที่สุดในโลกคือที่ฟิลิปปิ่นส์ และเอกวารดอร์ เป็นกล้วยหอมที่ให้ผลผลิตสูงมาก เฉลี่ยเครือละ 9-13 หวี น้ำหนักเครือละถึง 50 กก.ที่สำคัญปลูกหน่อเดียวแตกก่อ  สามารถอยู่ได้นานถึง 40 ปีที่เดียว ลงทุนครั้งเดียว กินได้ยันหลานบวช

          ปัจจุบันทั่วโลกบริโภคกล้วยหอมคาเวนดิชราว 93-94 % ส่วนกล้วยหอมทองของเรานิยมบริโภคในประเทศไทยและญี่ปุ่น 4-5 % -ของตลาดกล้วยหอมทั่วโลก ตลาดหลักจีน ยุโรป อเมริกา

         ตลาดจีนถือเป็นตลาดใหญ่ แต่กล้วยหอมเขียวคาเวนดิช ปลูกมากที่ฟิลิปปิ่นส์ ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า จีนกับฟิลิปปิ่นส์ มีปัญหาเรื่องเกาะกลางทะเลจีนใต้ ที่ต่างใยต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินดินแดน  ทำให้จีน ไม่พอพอใจและไม่ซื้อสินค้าเกษตรจากฟิลิปปิ่นส์ ทำให้นักธุรกิจจีน หันมาปลูกเองใน ส.ป.ป.ลาว และบางส่วนในภาคเหนือของไทยโดยเฉพาะที่ จ.เชียงราย

        ทาง เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือชีพี มองถึงตลาดอันกว้างใหญ่ไพศาลของกล้วยหอมเขียว”คาเวนดิช” จึงจับมือระหว่าง กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร (ซีพีเอส) เครือโภคภัณฑ์ กับบยักษ์ใหญ่ในวงการกล้วยหอมเขียวคาเวนดิช ในฟิลิปปินส์ และเอกวาดอร์ “บริษัท โดล เฟรช โพรดิวซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด หันมาลงทุน เพื่อส่งเสริมเกษตรกรไทยปลูกกล้วยหอมคาเวดิช ในปีหน้า เป้าหมายส่งเสริม 6 หมื่นไร่ และจะรับซื้อผลผลิตทั้งหมด

           เคยพูดคุยกับ คุณขุนศรี ทองย้อย ประธานผู้บริหาร ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือโภคภัณฑ์ ได้รับการยืนยัน ซีพีเอส จะรับซื้อผลผลิตทั้งหมด และเพื่อส่งออก 100 %   จะไม่ขาย เพื่อเป็นการแย่งตลาดกล้วยหอมทองของไทยอย่างแน่นอนเอาไว้โอกาสหน้าจะเขียนเรื่องนี้อย่างละเอียดอีกครั้งครับ

            เมื่อ สองยักษ์ใหญ่จับมืออย่างนี้ไม่ธรรมดาครับ ถือเป็นบริษัทข้ามชาติที่มองกันไกล งานนี้ใครตัดสินใจปลูกก่อนได้เปรียบครับ หากใครสนใจ การปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชอย่างไร ดูแลอย่างไร จะร่วมกับซีพี ได้หรือไม่? ในวันที่ 26 สิงหาคม 2560 ทางเว็ปไซต์ “เกษตรทำกิน”(kasettum.com) ร่วมกับนิตยสารไม่ลองไม่รู้ และรักษ์เกษตร โดยได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย จะจัดสัมมนาวิชาการเชิงปฏิบัติการเรื่อง”จับตาคาเวนดิช กล้วยหอมเขียวปลูกในไทยสดใสในตลาดโลก” ที่อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ (รายละเอียดในโปรแกรมสัมมนา” ”จับตาคาเวนดิช กล้วยหอมเขียวปลูกในไทยสดใสในตลาดโลก”

             หากสนใจอยากลองปลูกดูก่อน ทั้งต้นพันธุ์ทุเรียน”มูซังคิง” และกล้วยหอมเขียว”คาเวนดิช” มีจำหน่ายในงาน “กองทัพอากาศกับศาสตร์พระราชา” จัดขึ้นในวันที่ 27 ก.ค. – 6 ส.ค. 2560  ณ.สนามกีฬากองทัพอากาศ (ธูปะเตมีย์)  ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น.สอบถามได้ที่ 08-1554-6816 ครับ!