ปลาทับทิมมีคุณค่าทางโภชนาการแตกต่าง

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย  ดลมนัส  กาเจ

ทุกวันนี้ปลาทับทิมถือเป็นปลาเศรษฐกิจสร้างมูลค่าและรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี และเป็นปลานิยมบริโภคอย่างแพร่หลาย รวมถึงในต่างประเทศด้วยที่เรียกว่า”ปลานิลแดง”

ที่มาที่ไปของปลาทับทิมในบ้านเรา น่าสนใจครับ ทาง น.สพ.สุจินต์ ธรรมศาสตร์ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจสัตว์น้ำบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟผู้บุกเบิกการพัฒนาสายพันธุ์ปลาทับทิม เล่าว่า ปลาชนิดนี้มีต้นกำเนิดพันธุ์ปลาทับทิมอยู่บนเกาะเล็กๆที่เหมือนโขดหินโผล่ในทะเลชื่อLEE-Stocking Islandในบาฮามาส ฟลอริด้า ที่สหรัฐเป็นผู้ครอบครอง และรัฐบาลต้องการให้คนบนเกาะเลี้ยงปลาเพื่อเป็นอาหารและสร้างอาชีพ

แต่ด้วยเกาะนี้มีแหล่งน้ำจืดไม่มากนักจึงสนับสนุนการวิจัยปลาน้ำจืดให้สามารถเลี้ยงได้ในน้ำเค็มโดยใช้วิธีผสมข้ามสายพันธุ์และคัดพันธุ์จนได้ปลาสีแดงทนเค็มที่เรียกกันว่า“Red Florida” ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกับปลานิล (Tilapia) ส่วนปลานิลที่มีสีแดงก็จะเรียกกันตามสีของผิวปลาว่าปลานิลแดง (Red Tilapia)

 

ขณะนั้นเองการเลี้ยงกุ้งในระบบปิดของไทยกำลังประสบปัญหาการระบาดของโรคหัวเหลืองตัวแดง ซึ่งต้องแก้ไขด้วยการเลี้ยงในระบบน้ำหมุนเวียน โดยน้ำต้องผ่านการบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ เช่น การนำปลามาเลี้ยงร่วมในระบบเดียวกับกุ้ง เพื่อให้ปลาช่วยกำจัดตะกอนในน้ำทำให้น้ำมีคุณภาพดีขึ้น แต่เนื่องจากกุ้งต้องเลี้ยงในน้ำเค็ม ในเวลานั้นมีเพียงปลาหมอเทศเท่านั้นที่เหมาะสมแต่เมื่อมองในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว ปลาหมอเทศกลับไม่ตอบโจทย์เพราะราคาถูกมากและคนก็ไม่นิยม ทางซีพีเอฟจึงเกิดประกายความคิดในการเสาะหาปลาสายพันธุ์ใหม่ที่สามารถเลี้ยงในน้ำเค็มได้ และต้องสามารถต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงธุรกิจได้ด้วยจึงได้นำปลา “Red Florida” จากเกาะ LEE-Stocking เข้ามาใช้เป็นต้นสายพันธุ์ปลาเพื่อการปรับปรุงพันธุ์ทำให้เวลานั้นในประเทศไทยมีทั้งปลานิลแดงของกรมประมง และปลา“Red Florida” จากเกาะ LEE-Stocking

 

สำหรับการพัฒนาสายพันธุ์ปลาของซีพีเอฟ จะทำด้วยวิธีธรรมชาติ ไม่ใช่การตัดแต่งพันธุกรรมโดยนำปลา Red Florida มาผสมข้ามสายพันธุ์กับปลานิลแดงที่มีลักษณะเด่นมากในด้านต่างๆ อาทิ อิสราเอล และไต้หวัน ใช้เวลาไม่น้อยกว่า5-6 ปีจึงสำเร็จได้สายพันธุ์ที่นิ่งคือมีสีแดงสม่ำเสมอ แข็งแรง ต้านทานโรคดี สามารถทนความเค็มได้สูงจึงเลี้ยงให้เติบโตได้ดีทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม จากนั้นจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานชื่อ “ปลาทับทิม” ในปี2541 และกลายเป็นปลาเศรษฐกิจยอดนิยมมาจนถึงปัจจุบัน

 

ที่สำคัญการเลี้ยงปลาทับทิมในน้ำเค็ม ทำให้คุณค่าทางโภชนาการชองปลามีแนวโน้มไปทางปลาทะเลที่ปกติไขมันในตัวปลาจะมีโอเมก้า 3 และยิ่งเลี้ยงในทะเลด้วยอาหารคุณภาพดีด้วยแล้ว ก็จะมีโอเมก้า 3 สูงถึง 182 มก. ต่อเนื้อปลา 100 กรัมหรืออาจพูดได้ว่า “ปลาทับทิมเป็นปลาที่เพาะเลี้ยงง่ายแบบปลาน้ำจืด แต่ให้คุณค่าทางอาหารแบบปลาทะเล”

ข้อควรรู้อีกข้อหนึ่งที่ น.สพ.สุจินต์ ฝากไว้คือ ปลานิลแดง (Red Tilapia) เป็นชื่อทั่วไปที่ใช้เรียกปลานิลที่มีสีแดง ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์มาก บางสายพันธุ์เลี้ยงได้เฉพาะในน้ำจืด บางสายพันธุ์เลี้ยงได้ในน้ำกร่อย ขณะที่บางสายพันธุ์อย่างปลาทับทิมซีพีเลี้ยงได้ในน้ำเค็ม ทำให้คุณค่าทางโภชนาการของปลาจึงแตกต่างกันออกไปตามแหล่งน้ำและสถานที่เลี้ยง สายพันธุ์ที่เลี้ยงในน้ำเค็มได้ คุณค่าทางโภชนาการก็จะมีแนวโน้มไปทางปลาทะเล  ส่วนที่ทนเค็มไม่ได้ ต้องเลี้ยงเฉพาะในน้ำจืดก็จะมีคุณค่าทางโภชนาการไปทางปลาน้ำจืด

ปลาทับทิบจึงถือเป็นอาหารที่เหมาะกับผู้รักสุขภาพอย่างยิ่ง และยังเป็นอีกหนึ่งพันธุ์ปลาที่พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่น้ำเค็มสามารถนำไปเพาะเลี้ยงสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และช่วยเพิ่มการผลิตปลาเนื้อเพื่อผู้บริโภคต่อไปครับ.