ปลาแปลงเพศไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

  •  
  •  
  •  
  •  

ปลาแปลงเพศไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

 โดย …ดลมนัส  กาเจ

            ทุกวันนี้ เกษตรกรที่ชอบเลี้ยงปลา ถามว่าทำไมต้องเลี้ยงที่แปลงเพศ โดยเฉพาะปลานิล และปลาหมอชุมพร 1 ทำกันอย่างไร ถ้าบริโภคแล้วอันตรายหรือไม่ ?

          ผมได้ข้อมูลจากนักวิชาการท่านหนึ่งคือ รศ.ดร.เพ็ญพรรณ ศรีสกุลเตียว อาจารย์ประจำภาควิชาประมง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่จริงจะบอกว่า แปลงเพศ ก็ไม่ถูกนัก เพราะวิธีการไม่ได้แปลงเพศ อย่างที่แปลงเพศผู้มาเป็นเพศเมีย แต่ที่นิยมกันทุกวันนี้ ใช้วิธีการใช้ฮอร์โมนผสมในอาหารให้ลูกปลาวัยอ่อนที่เพศยังไม่พัฒนา พอปลาวัยอ่อนเจอฮอร์โมนเพศใดก็จะถูกเหนี่ยวนำ   ให้มีเพศนั้นไปตามด้วย

          วิธีการนี้ลูกปลานิลต้องกินอาหารผสมฮอร์โมนนาน 21-30 วัน      แต่ไม่ต้องกลัวครับว่าปลานิลที่มีขายในตลาดจะปนเปื้อนฮอร์โมน เพราะหลังจากการให้ฮอร์โมนลูกปลาต้องถูกเลี้ยงต่ออีกอย่างน้อย 6 เดือน จึงจะเข้าสู่ตลาด ฮอร์โมนที่ได้รับตั้งแต่ยังเป็นตัวละอ่อนแบเบาะก็จะสลายไปหมดแล้ว

          มีงานวิจัยยืนยันหลายฉบับครับ ระบุว่า ปลานิลที่ได้มาหลังการให้ฮอร์โมนเพศผู้ ส่วนมากจะเป็นเพศผู้สูงถึงร้อยละ 95 ที่เหลืออีกร้อยละ 5 ก็คือปลาเพศเมีย ซึ่งเมื่อโตขึ้นก็อาจจะสร้างรังไข่และออกลูกได้เช่นเดียวกับแม่ปลานิลทั่วไป

         บางครั้งเรามักจะได้ยินคำว่า “ปลานิลหมัน” ก็ไม่น่าจะถูกต้องอีกนั่นแหละ เพราะคำว่า “หมัน” มีความหมายว่าไม่สามารถให้ลูกได้ คำที่ใช้น่าจะถูกต้อง อาจารย์เพ็ญพรรณ บอกว่าจะเป็นการเหนี่ยวนำเพศมากกว่า    นอกจากนี้อาจารย์เพ็ญพรรณยังเปลี่ยนวิธีการให้ฮอร์โมนจากการกินเป็นการแช่ที่ใช้ฮอร์โมนเพียงเล็กน้อยในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 1-2 วัน   แทนที่จะนานเป็นเดือน ลดต้นทุนค่าฮอร์โมนและค่าแรงงานลงได้อีกมาก

          ส่วนสาเหตุที่ต้องเหนี่ยวนำปลานิลให้เป็นเพศผู้ เพราะตัวผู้โตเร็ว เนื้อเยอะ มีไขมันเยอะกว่า ลักษณะตัวจะอ้วนกลม ขณะที่ตัวเมียตัวโตช้า กินอาหารเก่ง ท้องและออกลูกบ่อย แถมยังต้องเลี้ยงลูกตัวเป็นเกลียวอีกด้วย จึงไม่มีพลังงานเหลือไว้สะสมเป็นการเจริญเติบโต

          ปลานิลตัวเมียเลี้ยงได้ใหญ่สุดก็ประมาณ 5-6 ขีด       แต่ตัวผู้สามารถเลี้ยงได้น้ำหนักตัวขนาด 1 กิโลกรัม เลยทีเดียว  และนี่คือเหตุผลสำคัญในการเลือกเหนี่ยวนำปลาให้เป็นเพศผู้

          ปัจจุบันเกษตรกรที่เลี้ยงปลานิลและปลาทับทิม ที่ขายในท้องตลาดเป็นปลาที่ผ่านการเหนี่ยวนำให้เป็นเพศผู้ด้วยฮอร์โมน   เป็นปลาในโครงการพัฒนาสายพันธุ์ปลา  จากการนำปลานิลจิตรลดาที่ในหลวงพระราชทานให้   มาเป็นต้นตระกูล แล้วซีพีนำมาผสมข้ามสายพันธุ์ด้วยวิธีธรรมชาติกับปลานิลสายพันธุ์ต่างๆ จากทั่วโลก เช่น อังกฤษ อเมริกา อิสราเอล แอฟริกา   และไต้หวัน โดยคัดเลือกลักษณะที่เด่นมากในด้านต่างๆ ไว้ เช่น ลักษณะกินเก่ง โตเร็ว ลำตัวหนาอ้วนกลม เป็นต้น

          ปลานิลสีดำเรียกว่า ปลานิลซีพี ส่วนปลาสีแดงหรือสีชมพูนั้น ได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “ปลาทับทิม” มาตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2541  ปัจจุบันกลายเป็นปลายอดนิยมเสียแล้ว      เพราะมีเส้นใยกล้ามเนื้อแน่น ละเอียด เนื้อหวานรสชาติดี มีไขมันต่ำ

          ที่สำคัญ ยังมีกรดไขมันประเภทไม่อิ่มตัวชนิดโอเมก้า-3 ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งมีสูงกว่าปลาน้ำจืดและน้ำกร่อยทั่วไปถึง 4 เท่า ทำให้ปลาทับทิมมีราคาขายสูงกว่าปลานิลทั่วไปด้วย

          อันเป็นมูลจากนักวิชาการ และอ้างอิ่งถึงงานวิจัยด้วย ฉะนั้นปลาแปลงเพศไม่อันตราย และไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ!