อ.ส.ค. สบช่องกัญชงเสรี จับมือพันธมิตรวิจัยส่วนเหลือใช้มาผลิตทำอาหารโคนม

  •  
  •  
  •  
  •  

อ.ส.ค.สบช่องนโยบายปลูกกั่ญชงเสรี จับมือพันธมิตร ” อย.-แม่โจ้-ม.เกษตร-วิสาหกิจชุมชนพันธุ์บุรีรัมย์” ร่วมขับเคลื่อนงานวิจัย ดันกัญชงขึ้นแท่นพืชเศรษฐกิจ เอาเศษส่วนที่เหลือใช้จากภาคอุตสาหกรรมมาเป็นอาหารสัตว์ ตั้งที่โคนม โดยเฉพาะกากเมล็ดหลังบีบสกัดยังให้โปรตีนที่สูง หวังช่วยเพิ่มมูลค่าและเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนมของประเทศในอนาคต

     นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ทำการแทนผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) กล่าวว่า จากที่มีการอนุญาต หรือปลดล็อก “กัญชง” ให้ทุกภาคส่วนทั้งเกษตรกร ภาครัฐและเอกชน ประชาชนสามารถขออนุญาตและนำกัญชงไปใช้ในทางการค้า การแพทย์ การศึกษาวิจัย พัฒนาและการผลิตเมล็ดพันธุ์รับรองได้นั้น อ.ส.ค. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและสนใจในการนำทุกส่วนของกัญชงและของเหลือจากการเก็บเกี่ยวหรือการแปรรูปกัญชงมาศึกษาวิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มมูลค่าในการผลิตเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะส่วนของกากเมล็ดกัญชงหลังจากที่บีบสกัดน้ำมันออกไปแล้ว จากการรายงานวิจัยพบว่ามีคุณค่าโภชนะที่สูง ได้แก่ โปรตีนและพลังงาน โดยมีคุณค่าใกล้เคียงเทียบเท่ากากถั่วชนิดต่างๆที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ซึ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศไทย

      ดังนั้น อ.ส.ค. จึงได้จับมือกับองค์การอาหารและยา (อย.) ร่วมมือ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และวิสาหกิจชุมชนพันธุ์บุรีรัมย์ ดำเนินโครงการความร่วมมือ่ทางวิชาการในการศึกษาวิจัยการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆของกัญชงเป็นอาหารโคนมในเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้โครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก

      สำหรับวัตถุประสงค์และขอบเขตความร่วมมือ เพื่อรองรับโครงการศึกษาวิจัยด้านการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชง ได้แก่ เมล็ด ใบ ลำต้น ราก กากเมล็ด น้ำมันจากเมล็ด น้ำมันจากดอก และส่วนอื่นๆของลำต้นกัญชง หรือส่วนที่แปรรูปจากพืชกัญชง ในการเป็นอาหารโคนมคุณภาพ โดยร่วมกันศึกษาวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการองค์ความรู้ในการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชงในรูปแบบต่างๆ เช่น การผลิตน้ำนมกัญชง การผลิตอาหารเสริมสำหรับโคนม เป็นต้น ตลอดจนร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยไปยังเกษตรกรผู้มีความสนใจ

      “นายสุชาติ กล่าวอีกว่า ลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ อ.ส.ค. ยังได้ประสานองค์ความรู้จากหน่วยงานพันธมิตร เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ด้านสายพันธุ์กัญชงและฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับกัญชงให้กับบุคลากรของ อ.ส.ค. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยภาควิชาสัตวบาลได้ร่วมเป็นที่ปรึกษาในโครงการวิจัยต่างๆซึ่งถือเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในวงการปศุสัตว์ ที่จะมีกากเมล็ดกัญชงและส่วนอื่นๆของกัญชง ไปเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยมุ่งหวังที่จะนำงานวิจัยไปผลักดันให้มีการพิจารณาอนุญาตใช้ในอาหารสัตว์ต่อไป

     “อ.ส.ค.มีหน้าที่ทั้งต้องส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและดูแลเกษตรกรในด้านการเพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพน้ำนม และหาแนวทางลดต้นทุนการผลิตน้ำนมให้มากที่สุด ดังนั้นการเร่งศึกษาวิจัยนำทุกส่วนของกัญชงและของเหลือจากการเก็บเกี่ยวหรือการแปรรูปกัญชงมาศึกษาวิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มมูลค่าในการผลิตเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์จึงถือเป็นอีกทางเลือกสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนมของประเทศในอนาคต” เขา กล่าว

ด้าน ภญ.สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ทางองค์การอาหารและยา (อย.) คาดว่า เมื่อมีการเพาะปลูกกัญชงเพิ่มขึ้นในประเทศไทย จะสามารถผลักดันให้มีของเหลือจากอุตสาหกรรมการแปรรูปกัญชงมากยิ่งขึ้น และเป็นโอกาสที่ดีในการนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศไทยในอนาคตได้อย่างมหาศาล เพราะกัญชงนั้นยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อรกมาก โดยเฉพาะโปรตีนที่สามารถทำหารสัตว์ได้ ส่วนอื่นก็สามารถใช้ประโยชน์ได้มากมา (รายละเอียดตามในคลิป)