พิจารณา 3 แนวทางแก้ปัญหาราคาหมูตกต่ำ

  •  
  •  
  •  
  •  

“พิกบอร์ด” พิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ดำเนินการใน 3 มาตรการ “การตัดวงจรลูกสุกรทำหมูหัน การปลดแม่พันธุ์สุกร และการนำเนื้อสุกรเก็บเข้าห้องเย็น” มุ่งหวังแก้ปัญหาในระยะยาว ชี้สาเหตุราคาตกต่ำเนื่องจากประเมินตลาดส่งออกผิดพลาด

นายธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (พิกบอร์ด) ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า จากการประชุมคณะกรรมการพิกบอร์ด ซึ่งมีนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้รับทราบสถานการณ์ที่ราคาหมูลดลง 25% จากราคา 60 บาท/กิโลกรัม ลดเหลือ 45 บาท/กิโลกรัม ในรอบ 6 เดือน ทำให้สมาคมผู้เลี้ยงสุกรและสหกรณ์ต่าง ๆ มีแนวทางการช่วยเหลือในเบื้องต้น โดยการนำลูกสุกรบางส่วนไปทำสุกรถัง และการลดจำนวนแม่พันธุ์ลงบางส่วน

ในส่วนของคณะกรรมการพิกบอร์ดได้นำเสนอรายละเอียดในการช่วยเหลือโดยการลดจำนวนสุกรในด้านต่าง ๆ จำนวน 3 มาตรการ ได้แก่ 1) การตัดวงจรลูกสุกรทำหมูหัน โดยขอลดจำนวนลูกสุกร จำนวน 100,000 ตัว ขนาดลูกสุกรขุนน้ำหนัก 4 – 8 กิโลกรัม ขอเงินชดเชยให้เกษตรกรราคาตัวละ 400 บาท รวมเป็นเงินงบประมาณจำนวน 40 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการในเดือนกุมภาพันธ์ – พฤศจิกายน 2561 2) การปลดแม่พันธุ์สุกร ร้อยละ 10 จำนวน 100,000 ตัว ขอเงินชดเชยตัวละ 6,000 บาท รวมเป็นเงินงบประมาณจำนวน 600 ล้านบาท และ 3) การนำเนื้อสุกรเก็บเข้าห้องเย็น โดยตัดวงจรสุกรขุนจำนวน 100,000 ตัว ขอเงินชดเชยตัวละ 5,500 บาท (กิโลกรัมละ 55 บาท) ระยะเวลาดำเนินการการแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 30,000 ตัว 30,000 ตัว และ 40,000 ตัวตามลำดับ


ด้านนายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่สุกรมีราคาตกต่ำเนื่องจากการคาดการณ์จากปีที่ผ่านมาว่าตลาดส่งออก โดยเฉพาะจีนและกัมพูชาค่อนข้างดี เลยมีการเพิ่มจำนวนแม่สุกรจำนวนมาก แต่เนื่องจากผู้เลี้ยงสุกรของจีนสามารถฟื้นตัวได้เร็ว จึงทำให้ปริมาณหมูที่จีนจะสั่งซื้อจากไทยมีปริมาณน้อยลง

นอกจากนี้ เวียดนามได้เพิ่มจำนวนแม่สุกร ซึ่งสุกรส่วนหนึ่งได้เข้าไปขายในกัมพูชา ประเทศไทยจึงมีคู่แข่งด้านราคา จึงเกิดภาวะทำให้สุกรล้นตลาด ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าวผู้เลี้ยงสุกรได้ตระหนักดีอยู่แล้วถึงสาเหตุการประเมินและการกระทำของผู้เลี้ยงเอง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทำให้ผู้เลี้ยงสุกรพยายามระบายสุกรด้วยการขายสุกรด้วยราคา 65 – 75 บาท ในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา ในตลาดทั่วประเทศ รวมถึงตลาดของภาครัฐด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้เลี้ยงสุกรยังต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ เพิ่มเติมจากที่ได้ดำเนินการร่วมกันระหว่างกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร ซึ่งเงินจากคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) มีขั้นตอนที่มาก และยังติดในเรื่องระเบียบต่าง ๆ จึงทำให้ล่าช้าต่อการเข้ามาช่วยเหลือ แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ ก็จะยังเร่งดำเนินการขับเคลื่อนต่อไป

ทั้งนี้ การลดจำนวนลูกสุกรออกจากระบบตามเป้าหมาย 100,000 ตัว ทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติจะเป็นแกนกลางในการเชิญผู้เลี้ยงสุกรรายใหญ่เข้ามาร่วมหารือ โดยจะมีกรมปศุสัตว์เป็นเจ้าภาพ เพื่อหารือถึงแนวทางการดำเนินการว่าจะดำเนินการกันเองใน 50,000 ตัวแรก หลังจากนั้นจะมีการประเมินในเรื่องของราคาว่ายังจำเป็นต้องดำเนินการต่อหรือไม่
สำหรับการปลดแม่พันธุ์สุกรออกจากระบบ การปลดแม่ออกจากระบบของการเลี้ยงได้ดำเนินการอยู่แล้ว ในจำนวนแม่พันธุ์ที่เพิ่มขึ้นมา มีจำนวนที่เกินอยู่ประมาณ 100,000 แม่ ซึ่งยังสามารถรอการปลดได้ ต้องใช้เวลา 7 – 8 เดือน เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาสุกรนานจนเกินไป คณะกรรมการพิกบอร์ดจึงมีมติขอความร่วมมือจากฟาร์มสุกรขนาดให้ช่วยผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย และให้หยุดการผสมแม่พันธุ์ หรือการหยุดรอบการผลิต ประมาณ 10% – 20% ซึ่งทางอนุกรรมการฯ จะไปพิจารณาถึงจำนวนแม่พันธุ์ที่แต่ละฟาร์มมีต่อไป
นอกจากนี้ การนำเนื้อสุกรขุนเก็บเข้าห้องเย็น เพื่อระบายสุกรขุนออกจากตลาด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะช่วยเหลือโดยการขอเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร จำนวน 100 ล้านบาท ให้กับสมาคมผู้เลี้ยงสุกร และสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกร 1 – 2 แห่ง ที่จะนำเงินไปหมุนเวียนนำสุกรขุนฆ่าและเก็บเข้าห้องเย็น รอจนสุกรขุนได้ราคาดีจึงนำออกมาจำหน่ายต่อไป ทั้งนี้ เงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรไม่ใช่เงินให้เปล่า เป็นเงินที่ต้องคืน แต่อาจจะช่วยเหลือโดยการปลอดดอกเบี้ยหรือคิดดอกเบี้ยในอัตรา 1% – 3% ซึ่งจะนำเข้าสู่คณะกรรมการของกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเพื่อพิจารณาต่อไป คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน
“การแก้ไขปัญหาดังกล่าว ถึงแม้จะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถ้าดำเนินการแล้วจะสามารถแก้ปัญหาได้ในระยะยาวได้ และเป็นบทเรียนที่ดีที่ทาง Pig Board จะควบคุมให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น จึงขอยืนยันว่าการดูแลเรื่องราคาสุกรทั้งผู้ผลิตและราคาที่ผู้บริโภคซื้อจะอยู่ในราคาที่เป็นธรรม” นายสัตวแพทย์อภัย กล่าว

ที่มา:ข่าวทำเนียบรัฐบาล