ไปหาปลาในร่องสวน ชีวิตที่ลงตัวในวันหยุด ยุคเศรษฐกิจฝืด

  •  
  •  
  •  
  •  

ดลมนัส กาเจ

       กลายเป็นกิจกรรมของครอบครัวไปแล้ว ที่เราจัดส่วนแบ่งเวลาวันหยุดที่เราหยุดพร้อมกันอย่างน้อยเดือนละครั้งที่เราต้องไปที่ “สวนแสวงหา” บ้านดอนกระเบื้อง ต.สีบัวทอง อ.แสวงหา จ.อ่างทอง ที่เราไปทำสวนที่นั่นมาเมื่อ 3 ปีแล้ว

       หากย้อนไปเมื่อ 45 ปีก่อนกระโน้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา ได้ทรงมีพระราชดำริ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2517 เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียงนี้มา” ตอนหนึ่งว่า

        “…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…”

        เศรษฐกิจพอเพียงนั้น ถือเป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกที่ไร้พรมแดน

      นั่นแปลว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ของเราทรงชี้แนวทางการดำเนินชีวิตให้แก่ปวงชนชาวไทยมาเป็นระยะเวลานานแล้ว และนานก่อนที่ประเทศไทยจะประสบวิกฤตทางเศรษฐกิจ เสียอีก โดยที่พระองค์ท่านมุ่งให้พสกนิกรได้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน มั่นคง และปลอดภัย ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามกระแสโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างที่เป็นอยู่

     

       “สวนแสวงหา” เป็นสวนเล็กๆมีพื้นที่จำกัด จึงยึดแนวหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา เพื่อให้พี่ๆน้องๆ ที่เป็นคนพื้นเพดั้งเดิมที่นั่นได้เป็นตัวอย่าง และเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการทำนาดั่งอดีตที่คุณพ่อคุณแม่เคยทำมาเปลี่ยนทำเกษตรแนวใหม่ใช้พื้นที่น้อย ให้มีรายได้มากขึ้น เนื่องพื้นที่นาเดิมนั้น เมื่อแบ่งกับทายาทรุ่นหลังเหลือเพียงคนละไม่กี่ไร่แล้ว จึงทำเป็นตัวอย่างที่ทำสวนในรูปแบบกึ่งๆระหว่างเกษตรทฤษฎีใหม่กับสวนผสมสาน แต่ไม่ได้เป็นสัดส่วนตามหลักวิชาการ เพียงคำนวณแบบความเหมาะสมมากกว่า แต่ให้ยึดแนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ของเราไว้

     ภายในสวนแสวงหา มีการแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นสระน้ำขนาดกว่า 1 งาน ภายในส่วนขุดเป็นร่องน้ำขนาดกว้าง 2-3 เมตร ลึก 1.5 เมตร ส่วนพื้นที่เพาะปลูกระหว่างร่องกว้าง 5 เมตร ปลูกมะพร้าวน้ำหอมพันธุ์มาจากบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร กว่า 100 ต้น ปลูกกล้วยน้ำว้าเป็นตัวแอล (L) ตามแนวรอบสวน 2 ด้าน ไว้กันลม อีกส่วนหนึ่งปลูกไม้ผลยืนต้น มะม่วง ฝรั่ง ทับทิมอินเดีย มะนาว ส้มโอบ้าง มะละกอ ก็มีนอกจากนี้ยังปลูกพืชสวนข่า ตะใคร่ กระเพราะและอื่นในลักษณะปลูกทิ้งขวาง

     ในร่องน้ำปล่อยปลาเบญจพรรณในลักษณะไปปล่อยที่ละถุงสองถุงมาเป็นปี สุดแต่ว่าได้ปลาอะไรมาก็ปล่อยลงไปทั้งตะเพียน ยี่สก นวลจันทร์ ปลาบึกก็มี อีกส่วนปลายไม่ได้ปล่อยแต่มาเอง คือปลาช่อน ปลาหมอ แม้แต่กระดี่  ส่วนปลาที่ปล่อยมากที่สุดเมื่อ 3-4 เดือนจะเป็นปลานิลหลายพันตัว

      ปัจจุบันในสวนแสวงหาร่มรื่น เพราะมะพร้าวน้ำหอมโตแล้ว ให้ร่มเงาอย่างดี และออกผลผลิตให้ตัดไปแจกพรรคพวกได้แล้วราวๆกว่า 20 % ที่ปลูกไว้ ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มหันมาสนใจและดูแลมากขึ้น เริ่มใส่ปุ๋ยโรยเกลือบ้างแล้วจากเดิมที่ปล่อยทิ้งฝากให้ญาติๆดูแลแทน และก้าวต่อไปกำลังจะเดินระบบน้ำอย่างสมบูรณ์แบบเพราะตั้งใจว่า สวนแสวงหา อาจเป็นแหล่งขยายพันธุ์เศรษฐกิจที่เป็นทางเลือกใหม่ในอนาคต

     ทุกครั้งที่พาครอบครัวไปที่นั่น และบางครั้งมีเพื่อนๆไปด้วย (ช่วงหน้ากางเต้นท์ในสวน) หลังจากที่เดินสำรวจสวน ตัดแต่งกิ่งของต้นไม้แล้วเราจะหาปลา ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นที่สระใหญ่ซึ่งมีปลาที่หลากหลายและตัวโตมากกว่า แต่ล่าสุดเริ่มเอาปลาจากร่องสวนเป็นครั้งแรกมาทำอาหาร โดยเครื่องปรุงทั้งหมดแทบไม่ต้องซื้อเพราะส่วนใหญ่มีอยู่แล้วในสวนนั่นเอง ยกเว้นเกลือ น้ำตาลและเครื่องปรุงรสเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (ดูการจับปลาในคลิป)

      มาถึงวันนี้เราได้แลเห็นแล้วว่า สัจจธรรมแห่งความเป็นจริงว่าด้วยการทำเกษตรแบบผสมผสานหรือ เกษตรตามทฤษฎีใหม่ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก และดำรงชีพยึดหลักแนวปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” จะสามารถดำรงชีพได้อย่างลงตัว แม้จะอยู่ท่ามกลางสถาการณ์อันวิกฤตใดก็ตามจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน