ตะลุย”แดนกังหัน”ดูต้นแบบเขื่อนกั้นน้ำเค็ม

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย – ดลมนัส  กาเจ

                      

 

     “การที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ต้องยอมรับว่ามีการลงทุนอย่างมหาศาล หากจะนำมาใช้ในประเทศไทย ก็ต้องมาประยุกต์ในส่วนที่เป็นไปได้ และเหมาะสมกับสภาพของเมืองไทยมากกว่า”

           เมื่อครั้งที่ได้มีโอกาส ไปดูงานเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนเพื่อสกัดน้ำเค็มทะลักพื้นที่ทำกิน และแหล่งน้ำเพื่ออุปโภค บริโภคที่ประเทศสหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์กับกรมชลประทานเมื่อคราวโน้น  หลังจากที่ เสร็จจากการดูงานที่โครงการ เดอะ เทมส์ แบร์ริเออร์ (The Thames Barrier) ซึ่งเป็นประตูกั้นน้ำหรือเขื่อนกั้นน้ำ ที่แม่น้ำเทมส์  ชานกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษแล้ว

พอวันรุ่งขึ้นเดินทางต่อไปยังกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ หรือฮอลแลนด์ เพื่อไปดูงานที่ โครงการ เดอะ อีสเทิร์น สเชลท์ แดม ( The Eastern Scheldt dam ) โดยมี แอนเนเก  บัวแมน (ANNEKE   BOUMAN) เป็นวิทยากรประจำโครงการฯ บอกว่า ให้อ่านว่า “ ออยสเติร์น สแกล แดม” ที่เมืองซีแลนด์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในโครงการเดอะ เดลต้า โปรเจค (The Delta project) 

                                                     ลักษณะของเดอะ อีสเทิร์น สเชลท์ แดม

          ต้องยอมรับว่า เนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีในการสร้างเขื่อนทันสมัยที่สุดประเทศหนึ่งของโลก เพราะบ้านเขาติดอยู่กับทะเลเหนือ สภาพพื้นที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล จึงประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่เสมอ ทางรัฐบาลจึงหาวิธีในการบริหาร เพื่อนำพื้นน้ำให้เป็นพื้นดินเพื่ออยู่อาศัย และทำการเกษตร

          เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ น้ำทะเลทะลักปี พ.ศ.2496 บริเวณภาคตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้แผ่นดินเสียหายเป็นบริเวณกว้าง เป็นเหตุการณ์ชาวดัทช์ ตราตรึงในความทรงจำจนถึงวันนี้ เพราะได้คร่าเสียชีวิตผู้คนกว่า 2,000 คน ทำให้รัฐบาลได้ระดมวิศวกรชาวดัทช์ เพื่อสร้างระบบเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ที่ป้องกันน้ำท่วม  และทำให้ได้พื้นที่แผ่นดินเพิ่มขึ้นได้ ภายใต้โครงการ เดอะ เดลต้า โปรเจค โดยการสร้างเขื่อน และประตูกั้นน้ำถึง 13 แห่ง เริ่มสร้างปี พ.ศ.2501 เสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ.2540

          แอนเนเก  บัวแมน   เล่าว่า โครงการ ออยสเติร์น สแกล แดม เป็นเขื่อนที่กั้นน้ำเค็มจากทะเลเหนือ ไม่ให้ทะลักเข้าทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ สร้างขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.2510 แล้วเสร็จปี 2529 วัตถุประสงค์ นอกจากป้องกันน้ำทะเลหนุนท่วมพื้นที่อยู่อาศัย และพื้นที่การเกษตรแล้ว ยังป้องไม่ให้สภาพจืดเป็นน้ำกร่อนด้วย เพราะทั่วอณาบริเวณเวณล้อมรอบของทะเลสาบล้วนแต่เป็นพื้นที่การเกษตร

เขื่อนแห่งนี้มีลักษณะเป็นแผ่นเหล็กกั้นยาว เฉพาะในส่วนของประตูกั้นน้ำหรือ แบร์รีเออร์ (Barrier) ที่ปิดกั้นช่องแคบยาวถึง 8 กม. และเป็นโครงการที่สร้างยากที่สุด เพราะมีส่วนที่ลึกที่สุดของช่องแคบถึง  40 เมตร และมีน้ำไหลผ่าน 1,100 ลบม./วินาที ต่อน้ำทะเลขึ้นและลงในแต่ละครั้ง ดังนั้นจึงมีการก่อสร้างแบร์รี่เออร์ ปิดกั้นช่องแคบถึง 3 แห่ง คือช่วงกลางมีความยาว 5 กม. และส่วนที่ต่อเชื่อมกับแบร์รี่เออร์อีก 3 กม.

                                         แอนเนเก  บัวแมน บรรยายสรุปเกี่ยวกับ เดอะ อีสเทิร์น สเชลท์ แดม

          “ในส่วนของแบร์รี่เออร์ แข็งแรงวมากค่ะ  เพราะเรามีการทำตอม่อคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูป และทำฐานรากในพื้นทะเล โดยใช้ทรายทับถมบดอัดแน่นลึก 15 เมตร แล้วทับด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังจากนั้นแล้วจึงนำตอม่อคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูปมาวางตามระยะที่ออกแบบไว้พร้อมติดตั้งอุปกรณ์เครื่องกว๊านบานระบาย  โครงการนี้ใช้งบประมาณในการก่อสร้างสูง 2,500 ล้านยูโร ตอนนี้เราไม่มีปัญหาน้ำท่วม น้ำกร่อย แถมยังรักษาระดับน้ำให้คงที่ และรักษาสมดุลย์ของสิ่งแวดล้อมได้ด้วย โดยเฉพาะสัตว์และพืชน้ำ” เธอ กล่าวอย่างมั่นใจ

          จากนั้นเราไปดูงานที่ โครงการ เดอะ มาคสแลนท์ สโตร์ม ซัวก์ แบร์ริเออร์ ( The Macslant storm surge barrier)  ซึ่ง แอนเนเก  บัวแมน ให้อ่านว่า เดอะ มาสลอง สโตร์ม ซัวก์ แบริเออร์ ที่เมืองร๊อตเตอร์ดัม ( Rotterdam ) เป็นเมืองท่าและเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ เป็นประตูกั้นน้ำที่แม่น้ำมาส เชื่อมต่อกับทะเลเหนือ  นับโครงการที่ปิดฉากของโครงการเดอะ เดลต้า โปรเจค สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2534 แล้วเสร็จปี พ.ศ.2540   เพื่อป้องกันน้ำท่วมในบริเวณรอบๆ เขตเมืองร๊อตเตอร์ดัม แต่ตั้งแต่สร้างมาไม่เคยใช้งานมาเลย ถือเป็นโครงการแห่งอนาคตที่รัฐบาลฮอลแลนด์ตั้งเป้าป้องกันไว้ถึง 200 ปีข้างหน้า

                                       ภาพจำลองในการปิดของเดอะ มาสลอง สโตร์ม ซัวก์ แบริเออร์

         โดครงสร้าง เดอะ มาสลอง สโตร์ม ซัวก์ แบริเออร์  น่าสนใจ ประกอบด้วย ประตูโค้ง 2 บาน สูง 22 เมตร ยาว 210 เมตร แขนยกบานประตูทำด้วยท่อโลหะกลมขนาดใหญ่เป็นโครงสร้างลักษณะคล้ายราวสะพาน หรือ   truss ยาว 237 เมตร เวลาทำงานคือแขนยกบานประตูด้วยระบบไฟฟ้ามาบรรจบกันตรงกลางแม่น้ำมาส เป็นในลักษณะคล้ายปีกนกบิน เพื่อกั้นน้ำทะเลขึ้นสูงซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม โดยจะมีสถานีเตือนภัยอุทกภัยแจ้งล่วงหน้า พอน้ำเข้าสู่สภาพปกติก็จะเปิดประตูให้เรือสินค้าผ่านเข้าออกได้

        เสร็จจากการศึกษาดูงานทั้ง 3 โครงการ ตอนนี้ บุญสนอง  สุชาติพงศ์ ยังไม่เกษียณอายุราชการ และเป็นโฆษกประจำกรมชลประทาน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะ บอกว่า ความรู้ที่ได้มาจากดูงานในครั้งนี้ คือเกี่ยวกับการชลประทานและระบบการบริหารจัดการน้ำ ที่ทั้งสองประเทศนี้มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาใช้ในการป้องกันน้ำท่วม ป้องกันพายุในเมือง รวมไปถึงการเพิ่มที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย และการเกษตร          นอกจากนี้ได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดภูมิทัศน์เพื่อสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย

                                              แขนยกและประตูกั้นน้ำของ “เดอะ มาสลอง สโตร์ม ซัวก์ แบริเออร์

           อย่างไรก็ตาม การที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ต้องยอมรับว่ามีการลงทุนอย่างมหาศาล หากจะนำมาใช้ในประเทศไทย ก็ต้องมาประยุกต์ในส่วนที่เป็นไปได้ และเหมาะสมกับสภาพของเมืองไทยมากกว่า และเชื่อว่าการดูงานในครั้งนี้ทั้งในส่วนของข้าราชการกรมชลประทานและสื่อมวลชนคงได้ข้อมูลมาใช้ได้บ้าง ที่คิดว่าน่าเป็นประโยชน์กับประเทศไทย เป็นอย่างมาก

           การเดินทางไปดูงานในครั้งนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการสำคัญของชีวิต เพื่อนำข้อมมาเสนอให้ทราบว่า การสร้างเขื่อนนั้นมีความสำคัญไฉน ซึ่งเรื่องนี้เคยเขียนตีพิมพ์ใน “คม ชัด ลึก”มาแล้วครั้งหนึ่ง ทว่า..บ้านเราหลายโครงการที่มีประโยชน์ต่อภาคการเกษตร และอุปโภค บริโภค และยังช่วยป้องกันน้ำท่วมได้อีก แต่กลับถูกคัดค้านอย่างน่าเสียดาย