บุกเมืองแม่ม่ายสู่ยอดดอยพิสูจน์”หลิน-หลงลับแล”

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย.. ดลมนัส  กาเจ

             “สวนทุเรียนทุเรียนหลง-หลินลับแลจะคละอยู่กับป่า เป็นสวนป่าทุเรียนที่กระจายกระจายตามยอดดอยต่างๆ เจ้าของสวนไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน เราอยู่กันในลักษณะคนกับป่าอยู่ด้วยกันได้ ชาวบ้านช่วยดูแลป่า ดูแลต้นทุเรียนควบคู่กันไป ไม่มีการรดน้ำ ปล่อยให้เทวดาดูแลให้ อาจให้ปุ๋ยบ้าง ในบางแห่ง”

                                           บัญชา  อรุณเขต (ซ้ายสุด)ไพริน เรียนแผง (ขวาสุด)

         ขุนเขาใหญ่น้อยเรียงรายสลับซับซ้อนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ขณะที่ทีมงาน”สีสันโลกเกษตร” มุ่งหน้าสู่เมืองแม่ม่าย แหล่งกำเนิดทุเรียนสายพันธุ์ดัง รสชาติละมุ้นลิ้น และราคาแพง “หลิน-หลงลับแล” ที่อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์

        ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2560  ณ ดินแดนแห่งนี้ สร้างความฮือฮาให้กับคอทุเรียนทั้งประเทศ หลังจากที่ น.ส.จีระวรรณ แก้วคำ เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลหัวดง ซึ่งเป็นลูกสะใภ้ของ “บุญส่ง ณะสิงห์” ผู้ใหญ่บ้าน ม. 5 ต.แม่พูล อ.ลับแล เปิดตัวทุเรียนสายพันธุ์ใหม่ “ไหลหัวดง” หรือ “ไหลลับแล” จากสวนผู้ใหญ่บุญส่ง

        ไหลหัวดงนั้น เป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองพันธุ์เก่าแก่อายุกว่า100ปี ที่ขึ้นในสวนบนภูเขาสูงของ “พ่อขาไหล ผาเจริญ “ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว เสมือนหนึ่งว่าดินแดนแห่งนี้คือแหล่งกำเนิดทุเรียนพื้นเมืองรสชาติอร่อยของไทยหรือของโลกก็ว่าได้

            ส่วนทุเรียนหลินลับแล และหลงลับแลนั้น เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ราวๆกว่า  10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ราคาขยับขึ้นจากเดิมที่ขาย กก.ละ 90-100 บาท ปัจจุบันราคาสูงขึ้นถึง กก.ละ 350-700 บาท เนื่องจากมีเอกลักษณ์และความโดดเด่นที่ไม่เหมือนทุเรียนพันธุ์อื่น ทั้งเนื้อละเอียดแน่น ผิวเนื้อแห้ง รสชาติหวานมัน กลิ่นน้อย เมล็ดแฟบ โดยเฉพาะหลินลับบางแทบไม่มีเมล็ดเลย แกะพูออกไม่ติดภาชะ แม้กระทั้งกระเป๋าเสื้อ

ทีม”สีสันโลกเกษตร” เคยบุกขึ้นยอดดอย หาความจริงถิ่นกำเนิดทุเรียน “หลง-หลินลับแล”มาแล้วโดยมี “บัญชา  อรุณเขต” ประธานสภาเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นผู้นำทางมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านผามูบ ต.แม่พูล อ.ลับแล อยู่ตีนดอยม่อนน้ำจำ แหล่งกำเนิดทุเรียนพื้นเมืองหลง-หลินลับแล โดยมีจุดหมายปลายทางที่จะเดินทางต่อไปยัง”สวนทุเรียนร้อยปี” ของข้าราชการคูรบำนาญ “ไพริน เรียนแผง “ บนดอยที่บ้านห้วยทราย ต.แม่พูล ห่างไปราว 10 กม.

             บัญญชา เคยบอกว่า  ใน จ.อุตรดิตรมีพื้นที่ปลูกไม้ผลโดยเฉพาะทุเรียน ราว 4-5 หมื่นไร่  มีพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิด คือทุรียน  ลองกอง และลางสาด โดยเฉพาะมีพื้นที่เพาะปลูกรวมกว่า 1.6-2 หมื่นไร่ ในจำนวนกว่า 90% เป็นพันธุ์หมอนทอง  รองลงมาจะเป็นพันธุ์หลงลับแลมีพื้นที่กว่า  1,500 ไร่ ส่วนพันธุ์หลินลับแล พื้นที่เพาะปลูกกว่า 100 ไร่เท่านั้น โดยทุเรียนจะสร้างรายได้เข้าพื้นที่ อ.ลับแลปีละกว่า 2,000 ล้านบาท

            ส่วน ไพริน เล่าพร้อมชี้ให้เห็นดอยม่อนน้ำจำว่า ทั้งหลง-หลินลับแลต้นแรกขึ้นบนดอยแห่งนี้ ซึ่งทาง 2 ชนิดเป็นทุเรียนพื้นเมืองดั้งเดิม โดยหลงลับแล เจ้าของเดิมคือ นายลม-นางหลง อุประ อยู่บ้านนาปอย ต.แม่พูล ส่วนทุเรียนพันธุ์หลินลับแล เป็นของนายหลิน ปันดาล อยู่บ้านผามูบ ต.แม่พูล เช่นกัน ซึ่งนายหลินปลูกด้วยเมล็ดเมื่อปี 2493 แล้วเกิดการ กลายพันธุ์มีลักษณะที่แปลกกว่าทุเรียนพันธุ์อื่นๆจึงนำให้เพื่อนบ้านกินกันหลายคนบอกว่ามีรสชาติดี

            กระทั่งในปี พ.ศ.2520 เจ้าของต้นเดิมได้ส่งทุเรียนพันธุ์นี้เข้าประกวดในการประกวดทุเรียนที่ปลูกจากเมล็ด จัดโดยกรมวิชาการการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรและจังหวัดอุตรดิตถ์ ปรากฏว่าทุเรียนพันธุ์หลงลับแลได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ก็ตามหลินลับแลได้รางวัลรองชนะเลิศ และได้รับรองพันธุ์ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2521 ต่อมาได้มีการสนับสนุนให้ชาวลับแลปลูกทุเรียนทั้ง 2 พันธุ์นี้มากขึ้นจนเป็นที่รู้จักของคนไทยทั่วประเทศ จทให้หลงลับแลขายอยู่ที่ กก.ละ 350-500 บาท แต่ที่หน้าสวน 200 -250 บาท ส่วนหลินลับแลขาย กก.ละ 500-700  บาท

            ไพริน บอกด้วยว่า เดิมทีการปลูกทุเรียนทั้งสองสายพันธุ์นี้ กว่าจะโตจนเก็บผลผลิตได้ใช้เวลานาน  8-10 ปี  แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาการขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอด ตอนกิ่งใช้เวลาเพียง 4 ปี ก็ได้ผลผลิตแล้ว  แต่การปลูกชาวบ้านจะนิยมปลูกอยู่ในป่า ไม่ทำสวนแบบทุกเรียรนทั่วไป ไม่มีการรดน้ำ ปล่อยให้เทวดีดูแล ขั้นตอนการเก็บก็ลำบากเพราะต้นสูงต้องปีนเอา การขนส่งก็ยากลำบาก เนื่องจากปลูกกันปะปนกับอยู่บนภูเขาสูง ต้องใช้สลิงขนเข่งทุเรียนข้ามดอยหรือระหว่างดอย จากนั้นใช้จักรยนต์ลำเลียงลงมา ทำให้ราคาแพง

            หลังที่ได้พูดคุยกันแล้ว รถยนต์ปิคอัพขับเคลื่อนด้วยระบบ4 ล้อ (โฟร์วิลไดรฟ์) “ฟอร์ดเรนเจอร์  ขยับตัวออกจากหมู่บ้านผามูบ ต.แม่พูล อ.ลับแล แหล่งกำเนิดทุเรียนพื้นเมืองหลง-หลินลับแล ตะกุยขึ้นดอยตามเส้นทางอันคดโค้ง เลียบลำธารจุดหมายปลายทางของคณะเราที่”สวนทุเรียนร้อยปี” ขอ”ไพริน เรียนแผง” บนดอยที่บ้านห้วยทราย ต.แม่พูล ห่างจากหมู่บ้านผามูบ ไปราว 10 กม. นั่นเอง ผ่านเล้นทางที่เลี้ยบเหวลึก หากมองไปเบื้องไกลเห็นผืนป่ากว้างลิบๆยันสุดยอดดอย และหากใช้สายตาอย่างพิถิพิถัน เราจะแลเห็นต้นทุนเรียนพื้นเมืองโผล่ยอดเหนือทิวป่าเป็นสีเขียวนวล นั่นคือ”หลงและหลินลับแล”แทรกอยู่ด้วย

            “สวนทุเรียนทุเรียนหลง-หลินลับแลจะคละอยู่กับป่า เป็นสวนป่าทุเรียนที่กระจายกระจายตามยอดดอยต่างๆ เจ้าของสวนไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน เราอยู่กันในลักษณะคนกับป่าอยู่ด้วยกันได้ ชาวบ้านช่วยดูแลป่า ดูแลต้นทุเรียนควบคู่กันไป ไม่มีการรดน้ำ ปล่อยให้เทวดาดูแลให้ อาจให้ปุ๋ยบ้าง ในบางแห่ง” บัญชา เอยขึ้น

            จากที่เกษตรกรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ บัญชา บอกว่า ทำให้เนื้อทุเรียนมีรสชาติที่อร่อย เนื้อแน่น ได้ธาตุอาหารจากธรรมชาติอย่างแท้จริง  ประกอบกับสภาพดินของลับแลที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การปลูกทุเรียนและไม้ผลอื่นๆ  จะเห็นได้จากทุเรียนหลง-หลินลับแล นำไปปลูกที่ภาคตะวันออก หรือพื้นที่อื่น รสชาติเพียนไป สู้ที่ลับแลไม่ได้ รวมถึงทุเรียนหมอนทองที่ลับแลนำพันธุ์มาจากภาคตะวันออก มาเสียบยอดทุเรยนพื้นที่เมืองที่ขึ้นตามตามป่า แต่ผลผลิตออกมา เนื้ออร่อยกว่าปลูกที่ภาคอื่นเช่นกัน

            การเดินทางจากจากหมู่บ้านผามูบ   แม้ระยะทางผ่านไปราว 10 กม.แต่เราใช้เวลาในการเดินทางพอสมควร กว่าจะถึงสวนทุเรียนร้อยปีของ ไพริน เนื่องจากตลอดเส้นทางต้องปีนขึ้นดอย และแล่นลงเนิน เอื้อต่อการขับรถอย่างช้าๆ เพื่อความปลอดภัยนั่นเอง

            และแล้วเราก็ถึง “สวนทุเรียนร้อยปี” อยู่ในป่าที่มีสภาพทางภูมิศาสตร์เป็นลาดชัน กินอาณาบริเวณกว่า 40 ไร่ กลางสวนมีทางเข้าลัดเลาะตามขอบเนิน ขนาดกว้างราว 3 เมตร ที่ขนานกับเหวลึก และคงไม่แปลกเลยที่ทุเรียนพื้นเมืองหลง-หลินลับแล ที่มีราคแพง เพราะคงไม่เพียงแต่มีรสชาติหวาน มัน อร่อย เนื้อแน่น ผิวแห้ง และกลิ่นน้อยเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ หากแต่กว่าที่จะนำทุเรียนลงมาขายได้ เจ้าของสวนต้องขึ้นปีนต้นขึ้นไปตัดบนต้นสูง การลำเลียงลงสู่ตลาดก็ลำบาก บางแห่งต้องใช้เส้นสลิง เชื่อระหว่างดอย เพื่อน้ำผลผลิตลงมา ก่อนที่ใช้รถจักรยานยนต์ลำเลียงเพื่อสู่ตลาด

ปัจจุบันททั้งหลิน และหลงลับแลกำลังออกสู่ตลาด ถ้ามีโอกาสผ่านเมืองลับแลในช่วงนี้ และแวะชิมทุเรียนพื้นเมืองอันโด่งดัง แล้วจะได้พิศูจน์ว่า หลิน-หลงลับแลที่เมืองแม่ม่ายแห่งนี้มีราชาติที่อร่อยจริงครับ!