ย้อนสัมผัสอีกครา“โคกหนองนาโมเดล”ของ”อ.ยักษ์”เมื่อวันวาน

  •  
  •  
  •  
  •  

 

          “วันนี้ได้มาศึกษาและระดมความคิดเห็นร่วมกัน ตลอดทั้งทบทวนการดำเนินงานของศูนย์ฯ ในช่วงที่ผ่านมา ว่าจะสามารถต่อ -เติม -แต่ง ได้อย่างไร ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้ต่อเติมในโครงการที่ดีอยู่แล้วให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น”

          อีกครั้งที่รัฐมนตรีเจ้าของฉาญา  อ.ยักษ์ ณ มหาวิทยาลัยคอกหมู “ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร” ในฐานะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้หวนไปเยี่ยมชมและพบปะเกษตรกรในโครงการ “โคกหนองนาโมเดล” ทั้งที่กลุ่มเกษตรอินทรีย์ ณ ศูนย์เรียนรู้ด้านการแปรรูปพืชผักและสมุนไพร  และได้แวะที่ศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรผสมผสาน และกลุ่ม Young Smart farmer  ที่ ต.บ้านซ่อง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ในระหว่างที่เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.พนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2560

            การไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ฉะเชิงเทรา ของ อ.ยักษ์ ในครั้งนี้  นอกเสียจากไปให้กำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภายในศูนย์แล้ว ก็อีกส่วนหนึ่ง เพื่อย้อนศึกษาข้อมูล อันจะนำไปสู่ การระดมมันสมองจากทุกภาคส่วน ให้ร่วม”ต่อ-เติม-แต่ง” สืบสานศาสตร์พระราชา สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร อันจะนำไปสู่การอยู่ดีกินดีภายในภายภาคหน้านั่นเอง

            ระหว่างนั้น อ.ยักษ์ ได้เล่าถึงที่มาของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ว่า ได้ดำเนินการศึกษา ทดลอง วิจัย ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน การพัฒนาป่าไม้ และสิ่งแวดล้อมตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 38 ปี

          ทั้งนี้เพื่อหาแนวทางและวิธีการพัฒนาด้านต่างๆ ให้เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ โดยผลสำเร็จที่มีความโดดเด่นของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้แก่ การปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ในระบบเกษตรยั่งยืน การเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน การเลี้ยงเป็ดไข่ปากน้ำ การปลูกและแปรรูปสมุนไพรว่านสาวหลง  และการเลี้ยงกบนา เป็นต้น

           ดร. วิวัฒน์ กล่าวอีกว่า  ​ศูนย์ศึกษาฯในประเทศไทย มีจำนวน 6 แห่ง ทั่วประเทศ โดยศูนย์ศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อนฯ เป็นศูนย์ศึกษาฯแห่งแรกของประเทศ สำหรับการมาตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ เพื่อมาศึกษาการดำเนินงานและมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานของศูนย์ฯ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานของศูนย์ฯ มีความเข้มแข็ง สืบสานงานตามศาสตร์พระราชาได้อย่างยั่งยืน จึงเห็นควรเชิญชวนผู้ที่เคยทำงานรับใช้สนองพระราชดำริในหลวง ร. 9 ในโครงการพระราชดำริต่างๆ มาร่วมกันพัฒนาสืบสานงานของพระองค์ท่าน เพื่อให้องค์ความรู้เหล่านี้ได้แพร่ขยายไปยังรุ่นลูกหลาน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชุมชน จึงต้องมาหารือแนวทางร่วมกันว่าจะขยายผลองค์ความรู้ไปยังเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆได้อย่างไรบ้าง

            “วันนี้ได้มาศึกษาและระดมความคิดเห็นร่วมกัน ตลอดทั้งทบทวนการดำเนินงานของศูนย์ฯ ในช่วงที่ผ่านมา ว่าจะสามารถต่อ -เติม -แต่ง ได้อย่างไร ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกฤษฎา บุญราช) ที่ต้องการให้ต่อเติมในโครงการที่ดีอยู่แล้วให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยจะพัฒนาศูนย์ศึกษาฯทุกศูนย์ให้มีความสมบูรณ์และเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อขยายองค์ความรู้ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยจะระดมภาคส่วนต่างๆ มาบูรณาการทำงานร่วมกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อร่วมสืบสานศาสตร์ของพระราชา ช่วยให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น และมีรากฐานที่มั่นคง” ดร. วิวัฒน์ กล่าว

          สำหรับ ศูนย์ศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ได้รับการสถาปนาจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2522 ในคราวเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดศาลพระบวรราชานุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีเนื้อที่ทั้งหมด 1,895 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม 707 ไร่ พื้นที่ป่า 698 ไร่ น้ำ 162 ไร่ และสิ่งก่อสร้างอาคารสำนักงาน 328 ไร่

           ต่อมาได้พระราชทานนามว่า “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ตลอดระยะเวลา 38 ปี ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ได้ดำเนินการศึกษาวิจัย และพัฒนาเป็นองค์ความรู้ที่โดดเด่น จำนวน 13 หลักสูตร และได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระองค์ท่าน ไปขยายผลในพื้นที่หมู่บ้านรอบศูนย์ฯ รวม 43 หมู่บ้าน 3 ตำบล คือ ตำบลเกาะขนุน ตำบลเขาหินซ้อน ตำบลบ้านซ่อง และพื้นที่ขยายผลองค์ความรู้รวม 11 จังหวัด ประกอบด้วย

          จังหวัดลพบุรี สระบุรี นครนายก ปทุมธานีพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สระแก้ว ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งผลสำเร็จจากการขยายผลของศูนย์สู่เกษตรกรทำให้เกิดกลุ่มอาชีพการเกษตรและกลุ่มเกษตรอินทรีย์จำนวนมาก นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน การเพาะเห็ด การเลี้ยงแพะ การเลี้ยงกบ และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร รวมจำนวน 16 แห่ง

​             ​หลังจากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เดินทางเยี่ยมชมและพบปะเกษตรกรในโครงการโคกหนองนาโมเดลกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ณ ศูนย์เรียนรู้ด้านการแปรรูปพืชผักและสมุนไพร ของนายนิรุจ ศรีเกษม บ้านเลขที่ 193/1 หมู่ 3 ต.บ้านซ่อง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา และศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรผสมผสาน และกลุ่ม Young Smart farmer บ้านนางปรานี สังอ่อนดี เลขที่ 24 หมู่ 5 ต.บ้านซ่อง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ด้วย

            โครงการ”โคกหนองนาโมเดล”นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ อ.ยักษ์ นำไปเป็นแบบอย่างในการขับเคลื่อน เพื่อปลุกกระแสให้เกษตรกในเครือข่ายของศูนย์กสิกรรมชาติ เพื่อนำเป็นแบบอย่างในการ”เดินตามรอยเท้าพ่อ” ทำเกษตรผสมผสาน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 รทั่วประเทศนั่นเอง

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ