หอยเชอรี่บุกนาข้าว กว่า 300 ไร่ ที่ จ.สุโขทัย

  •  
  •  
  •  
  •  


ว่าที่ ร.ต.ชัยศรี ไชยมณี หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช และ นางสาวเบญจวรรณ ใจจันทรา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ ลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงนาหมู่ที่ 6 ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย ตามที่เกษตรกรแจ้งข่าวขอความช่วยเหลือเข้ามา

    ว่าที่ ร.ต.ชัยศรี ไชยมณี หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช และ นางสาวเบญจวรรณ ใจจันทรา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ ลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงนาหมู่ที่ 6 ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย ตามที่เกษตรกรแจ้งข่าวขอความช่วยเหลือเข้ามา

    พบการระบาดของหอยเชอรี่ในนาข้าวที่อยู่ในระยะกล้า พื้นที่ประมาณ 300 ไร่ จึงได้แนะนำให้เกษตรกรไขน้ำออกจากแปลงนา เพื่อให้หอยเชอรี่ไปรวมกันในบริเวณที่มีน้ำขัง จากนั้นใช้กากชา หรือแกลบหยาบ หว่านเพื่อกำจัดหอย พร้อมทั้งเก็บไข่หอยมาทำลาย รวมถึงให้ใช้ตาข่ายดักลูกหอยบริเวณต้นน้ำที่จะปล่อยเข้าแปลงนา และให้ช่วยกันอนุรักษ์นกปากห่างซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติของหอยเชอรี่ด้วยเป็นนกที่กินหอยเชอรี่เป็นอาหาร ซึ่งจะดีกว่าการนำสารเคมีเพื่อทำลายหอยเชอรี่มาใช้เพราะจะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต

    หอยเชอรี่โดยทั่วไปจะไม่จำศีลหากมีน้ำ และอาหารอุดมสมบูรณ์ในแหล่งอาศัย แต่หากเกิดน้ำแห้ง หอยเชอรี่จะปิดฝาแล้วหมกตัวอยู่ในโคลนเข้าสู่ภาวะจำศีล และสามารถอยู่ในดินแห้งได้นานถึง 7 เดือน ถึงแม้จะมีดินหรือโคลนกลบเพียงครึ่งตัวก็ตาม

    เป็นหอยที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกจากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ ในช่วงปี พ.ศ. 2525-2526 เพื่อเลี้ยงส่งขายประเทศญี่ปุ่น และเป็นสัตว์เลี้ยงในตู้ปลา ภายหลังไม่มีตลาดรับซื้อ จึงมีการปล่อยทิ้ง และถูกนำปล่อยในแม่น้ำลำคลอง

    พบการระบาดครั้งแรกเมื่อต้นปี พ.ศ. 2530 ที่ผ่านมาที่สถานีทดลองข้าวบางเขน กรมวิชาการเกษตร (ในขณะนั้น) จนกระทั่งปัจจุบันพบการระบาดในทุกพื้นที่ที่เป็นนาข้าว และตามแหล่งน้ำห้วยหนองคลองบึงต่าง ๆ หอยเชอรี่จะกินพืชน้ำเกือบทุกชนิดที่มีลักษณะใบอ่อนนิ่ม รวมถึงซากพืชซากสัตว์ในน้ำหรือตะกอนดิน มักพบกินในน้ำเพื่อให้น้ำช่วยพยุงให้ลอยแล้วใช้ขากรรไกรกัดกินพืช ภายในปากจะมีกรามขนาดใหญ่ 1 คู่ ใช้สำหรับกัดกินอาหาร และภายในจะเป็นแรดูลาหลายร้อยซี่เรียงเป็นแถวแนวขวางจำนวน 5 แถว ทำหน้าที่บดอาหาร และส่งไปยังกระเพาะอาหาร
สำหรับพืชอาหารที่ชอบกัดกินจะเป็นลักษณะใบอ่อน โดยเฉพาะต้นข้าวในระยะต้นกล้าไปจนถึงระยะแตกกอ โดยหอยเชอรี่ 1 ตัวสามารถกินต้นข้าวที่มีอายุ 10 วันได้ 26-47 ต้นต่อวัน

    ในการป้องกัน และกำจัดนั้นสามารถทำได้ด้วยวิธีกล ได้แก่ การเก็บตัวหอย และไข่หอยมาทำลายหรือนำมาใช้ประโยชน์ เช่น ประกอบอาหาร ทำปุ๋ยหมัก โดยการเก็บหอยในช่วงเช้า ช่วงเย็นหรือตอนค่ำ ที่น้ำในนาไม่ร้อนจากแสงแดด ซึ่งหอยจะลอยตัวขึ้นมาในช่วงนี้ หรือการใช้สิ่งกีดขวางกั้นตามทางน้ำ เช่น ตาข่าย กับดักหอย เพื่อนำมากำจัด และป้องกันการแพร่กระจายสู่พื้นที่อื่น ๆ ใช้ไม้หลักล่อให้วางไข่ โดยการปักหลักที่ทำจากไม้ในแหล่งน้ำหรือนาข้าวเพื่อล่อให้หอยมาบริเวณรอบหลักทำให้สามารถกำจัดได้ง่ายขึ้น หรือใช้เหยื่อล่อ โดยการใช้พืชต้นอ่อนล่อให้หอยมากินทำให้ง่ายต่อการนำมากำจัด เช่น ใบมันสำปะหลัง ใบมันเทศ หรือใบหม่อน เป็นต้น อีกอย่างคือการควบคุมระดับน้ำในนาตามที่

    เจ้าหน้าที่แนะนำเกษตรกรในครั้งนี้ โดยให้มีน้ำขังในแปลง 5-10 เซนติเมตร หลังการไถเทือกหรือไถกลบแล้วหาที่กำบังเป็นร่มปักไว้ในแปลง พร้อมนำใบหญ้าอ่อนหรือใบพืชอ่อนวางล่อแล้วเก็บมาทำลาย

    ตลอดถึงการเลี้ยงสัตว์ เช่น เป็ด ซึ่งเป็นสัตว์ที่ชอบกินหอยเชอรี่เป็นอาหาร หากปล่อยในนาข้าวหรือแหล่งน้ำมักทำให้การระบาดของหอยเชอรี่ลดลง หรือ นกกระยาง นกอีลุ้ม นกกะปูด นกกะปูดใหญ่ นกกะปูดเล็ก และนกปากห่าง เหล่านี้จะเป็นนกที่ชอบจับหอยเชอรี่กินเป็นอาหาร ส่วนปลาหมอไทย ปลาหมอช้างเหยียบ จะเป็นปลาที่สามารถกินหอยเชอรี่ขนาด 6-13 มิลลิเมตร ได้ 20 ตัวต่อวัน ก็สามารถนำมาปล่อยในแปลงนาได้ และยังสามารถจับมาบริโภคหรือขายช่วงข้าวสุกก่อนการเก็บเกี่ยวได้อีกต่างหาก

     หรือพืชสมุนไพร ก็มีสารสกัดจากกากชา และโล่ติ้น ซึ่งจะมีฤทธิ์ในการกำจัดหอยเชอรี่ได้ แต่จะไม่มีผลต่อการฟักเป็นตัวของไข่หอยเชอรี่…. อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/agriculture/602461

 

ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์