แรงงานต่างด้าวภาคเกษตร

  •  
  •  
  •  
  •  

  

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีท่านที่เคารพนับถือเล่าให้ฟังว่า พาแม่บ้านชาวเมียนมา ไปขอใบอนุญาตทำงาน (work permit) ตามกฎหมายแรงงานต่างด้าว ที่ศูนย์บริการเพื่อการทำงานของคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา สำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีขั้นตอนเพียงไม่กี่ขั้นตอน คือ ตรวจสัญชาติ เพื่อขอเอกสารรับรองบุคคล หรือใบ CI (Certificate of Identity) ตรวจลงตรา (Visa) โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ยื่นคำขอใบอนุญาตทำงานกับกรมการจัดหางาน ยื่นขอตรวจสุขภาพ และทำประกันสุขภาพ มีสาธารณสุขจังหวัดมาให้บริการอยู่ เมื่อทุกอย่างผ่านก็จะได้ใบอนุญาตทำงานตามที่ต้องการ แต่ละขั้นตอนนั้นต้องเสียค่าธรรมเนียมทุกขั้นตอน รวมแล้วประมาณ 2,400 บาท

เรื่องการเสียค่าธรรมเนียมไม่เท่าไร แต่กระบวนการกว่าจะได้ใบอนุญาตทำงานมานั้นช่างยาวนาน ทั้งๆที่ทำตามขั้นตอนที่กระทรวงแรงงานบอกมา คือไปเสียค่าธรรมเนียมที่ Counter Service ได้คิวมาเรียบร้อย แ

ต่เมื่อมาถึงศูนย์บริการก่อนเวลา 08.30 น. กลับต้องไปเข้าคิวลงทะเบียนใหม่ ลงทะเบียนเสร็จเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ให้บัตรคิว แต่ต้องรอเรียกเป็นราย รายไป..รอ…รอ…และรอ…ระหว่างรอ ก็เห็นว่ามีกระบวนการแซงคิว ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่า ทำไมจึงแซงคิวได้ และไม่ได้มีเพียง 10 หรือ 20 ราย แต่มีหลายร้อยราย…..กว่าจะได้ใบ CI รอจนเกือบเที่ยงคืน (ย้ำว่า “เที่ยงคืน”) และกว่าจะได้ใบอนุญาตทำงานเกือบ 1 นาฬิกาของวันใหม่….เจ้าหน้าที่ที่จุดออกใบอนุญาตทำงานบอกว่า ฝ่ายรับลงทะเบียนรับอย่างเดียว รับเสร็จก็กลับ แต่พวกเขาต้องทำงานจนเสร็จ นี่คือการไม่ประสานงานกันภายใน

และนี่คือการให้บริการแรงงานต่างด้าว….ที่ถ้านายจ้างไม่มาด้วย ก็จะไม่รู้ไม่เห็นว่าเขาได้รับบริการในสภาพอย่างไร กรมการจัดหางานคงต้องกำกับดูแลหน่วยงานในสังกัดให้พิจารณาปรับปรุงกระบวนการให้บริการที่รวดเร็ว และเป็นธรรมกว่านี้ ที่สำคัญคือต้องป้องปรามการแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงานต่างด้าวเหล่านี้

ที่กล่าวมา แม้จะไม่ใช่เรื่องเกษตรโดยตรง แต่เป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมในสังคม จึงขออนุญาตนำมาเล่าสู่กันฟัง ไหนๆ ก็ ไหนๆ พูดถึงแรงงานแล้ว ก็ขอพูดถึงแรงงานในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นบทวิเคราะห์ผลกระทบเศรษฐกิจภาคเกษตรไทย อันเนื่องมาจากพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรวิเคราะห์ไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ แรงงานในภาคเกษตรของบ้านเรามีแนวโน้มลดลงทุกปี แต่กลับไปเพิ่มจำนวนแรงงานนอกภาคเกษตร ในจำนวนที่พอๆ กัน ขณะที่แรงงานภาคเกษตรที่เหลืออยู่ก็เริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุ จึงเป็นสาเหตุให้มีการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในภาคการเกษตรทดแทนแรงงานไทย

ในเดือนมิถุนายน 2560 มีแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในภาคการเกษตรของไทย อย่างถูกต้องตามกฎหมาย 248,281 ราย มีทั้งแรงงานในภาคเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง มีจำนวนแรงงานในภาคเกษตรหายไปภายหลังจากการออกพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ประมาณ 170,000 ราย นั่นหมายถึง จำนวนนี้เป็นแรงงานภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบ ซึ่งถ้านายจ้างไม่ทำให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อนที่พระราชกำหนดมีผลบังคับใช้ แรงงานเหล่านี้จะต้องกลับประเทศของตนไป และแรงงานส่วนนี้นี่เองที่จะทำให้เศรษฐกิจในภาคเกษตรได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ ได้มีการประเมินว่า ถ้าแรงงานในภาคเกษตรขาดหายไปจะมีผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง ดังนี้ ถ้าแรงงานขาดไป 5% จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตรคิดเป็นมูลค่าประมาณ 853 ล้านบาท ถ้าแรงงานขาดไป 10% จะมีผลกระทบคิดเป็นมูลค่า 1,707 ล้านบาท และถ้าแรงงานขาดไป 15% จะมีผลกระทบคิดเป็นมูลค่า 2,560 ล้านบาท

มีการเสนอแนะเชิงนโยบายให้ขยายเวลาการนำพระราชกำหนดมาบังคับใช้ เพื่อให้นายจ้างได้ปรับตัว และดำเนินการต่อแรงงานต่างด้าวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลได้ใช้อำนาจตาม ม.44 เลื่อนการบังคับใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ออกไป 180 วัน โดยจะมีผลบังคับในวันที่ 1 มกราคม 2561 อีกประการหนึ่งคือ ขอให้อำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว อย่าให้ซับซ้อน อย่าให้มีหลายขั้นตอน และอย่าทำให้ยุ่งยาก (เหมือนกรณีแม่บ้านชาวเมียนมา ที่เล่ามาข้างต้น)…….

สศก. คงต้องตามเก็บตัวเลขแรงงานต่างด้าวในภาคการเกษตรที่ขาดหายไป แล้วนำมาวิเคราะห์อีกครั้งในปีหน้า……

ที่มา : แนวหน้าออนไลน์ ..โดย – แว่นขยาย

ขอบคุณภาพ : thaibizchina.com