จีนเล็งเข้มงวดน้อยหน่าจากไทย หลังตรวจพบ”เพลี้ยแป้ง”

  •  
  •  
  •  
  •  
 เดลินิวส์ ออนไลน์ เสนอข่าวน่าสนใจ ที่เกษตรกรอย่ามองข้ามเรื่องเพลี้ยแป้ง

จีนยกระดับความเข้มงวดในการตรวจศัตรูพืชที่ปนเปื้อนมากับสินค้าที่เป็นผลผลิตทางการเกษตรหลังตรวจพบ”เพลี้ยแป้ง” น้อยหน่าจากไทย

รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อ้างอิงข้อมูลจาก สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงปักกิ่ง เปิดเผยว่า ทางการประเทศจีนได้เตรียมยกระดับความเข้มงวดในการตรวจศัตรูพืชที่ปนเปื้อนมากับสินค้าที่เป็นผลผลิตทางการเกษตร  หลังจากที่สำนัก งานควบคุมคุณภาพ ได้ทำการตรวจสอบและกักกันโรค ณ ด่าน เซียะเหมิน (CIQ) และมีการตรวจพบเพลี้ยแป้งสายพันธุ์ Planococcus minor ในน้อยหน่าที่ส่งออกไปจากไทยเมื่อเดือนมิถุนายน 2560 ที่ผ่านมาโดยน้อยหน่าที่ถูกตรวจพบศัตรูพืช ดังกล่าวจะต้องผ่านการรมควันในด่านที่ถูกตรวจพบ ก่อนที่จะนำเข้าประเทศจีน

จากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นผลทำให้กระทรวงควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบ และกักกันโรคของประเทศจีน (AQSIQ) ได้แสดงความกังวลมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทางการจีนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจศัตรูพืชในผลผลิตทางการเกษตรดังกล่าวมากขึ้นเพลี้ยแป้ง ที่พบในน้อยหน่ามีหลายชนิด เช่น Dysmicoccus neobrevipes Beardsley และ Ferrisia virgata (Cockererell) สำหรับสกุล Dysmicoccus พบระบาดในน้อยหน่า รวมถึง สับปะรด กาแฟ ฝ้าย ทานตะวัน หม่อน กล้วย และพืชตระกูลส้ม
ลักษณะตัวเพลี้ยแป้งจะสีขาว มีสารสีขาวคล้ายแป้งติดอยู่ตามตัว การทำลายน้อยหน่าด้วยการพบดูดกินน้ำเลี้ยงที่ผล ขั้วผล และใบ มักเกาะอยู่ตามร่องตาของผล และจะผลิตสารพิษออกมาทำให้ผลเหี่ยว นอกจากจะทำลายผลผลิตโดยตรงแล้ว ยังทำให้ผลผลิตสกปรกเนื่องจากมีราดำที่เกิดจากมูลหวานของเพลี้ยแป้ง และหากติดไปกับผลไม้จะสามารถแพร่กระจายสู่แหล่งเพาะปลูกพืชในพื้นที่แห่ง อื่น ๆ ได้ หลายประเทศจึงมีการป้องกันด้วยการต้องมีการกำจัดก่อนนำเข้าประเทศ
การแก้ไขปัญหาเพลี้ยแป้งในน้อยหน่ามีมานานเเล้ว หลากหลายรูปแบบหนึ่งในวิธีที่หลีกเลี่ยงสารเคมี ก็คือนำสารชีวินทรีย์ เช่น เชื้อราเมทาไรเซียม เชื้อราบิวเวอเรีย และไส้เดือนฝอย สารสกัดสะเดา เป็นต้น ซึ่งป้องกันเพลี้ย และแมลงในระยะยาวได้
สำหรับเชื้อราบิวเวอเรีย เป็นจุลินทรีย์ที่จัดเป็นพวก “เชื้อราทำลายแมลง” สามารถทำลายแมลงได้หลายชนิด ทำลายแมลงโดยผลิตเอนไซม์ที่เป็นพิษต่อศัตรูพืช และเป็นเชื้อราที่อาศัยและกินเศษซากที่ผุพัง
การเข้าทำลายแมลงของเชื้อราบิวเวอเรียโดยสปอร์เชื้อราที่ตกติดอยู่กับผนังลำตัวแมลงเข้าสู่ตัวแมลงทางผนังลำตัว รูหายใจ บาดแผลบนผนังลำตัว เมื่อความชื้นเหมาะสมกับสปอร์จะแทงทะลุผิวหนังลำตัว เชื้อราจะงอกสู่ช่องว่างลำตัวแมลงเจริญเติบโตสร้างเส้นใยมาก มายทำลายแมลงสปอร์จะแพร่กระจายไปตามลม ฝนหรือติดกับตัวแมลง เชื้อราจึงสามารถขยายพันธุ์ต่อได้ และเมื่อสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมทำลายแมลงศัตรูต่อไป และแมลงที่ถูกทำลายจะแสดงอาการของการเป็นโรคคือ เบื่ออาหาร กินน้อยลง อ่อนเพลียและไม่เคลื่อนไหว สีผนังลำตัวแมลงมักจะเปลี่ยนไป ปรากฏจุดสีดำบนบริเวณที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย พบเส้นใย และผงสีขาว ของสปอร์ปกคลุมตัวแมลงที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย
ที่สำคัญไม่เป็นอันตรายทั้งเกษตรกร ที่เป็นผู้ผลิตและประชาชนโดยทั่วไปที่เป็นผู้บริโภค และไม่กระทบต่อการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย.

 

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์