เราจะกลับมาที่ฐานะปานกลาง พออยู่พอกิน ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว

  •  
  •  
  •  
  •  

เมื่อวัยเยาว์ฉันอยู่บ้านไม้ เป็นบ้านไม้มีใต้ถุนสูง เราไม่เคยรู้จักแอร์ อย่าว่าแต่แอร์เลย พัดลมยังไม่รู้จัก รู้ว่าร้อนเมื่ออยู่กลางแดดก็เข้ามาอยู่ในที่ร่มๆ ก็หายร้อน เออ…ชีวิตมันเคยง่ายอย่างนี้เอง ไม่ต้องมีพัดลมก็อยู่ได้

เมื่อโตขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ที่หน้าตลาด ผู้คนสร้างบ้านตึก ทำด้วยปูน กลับมาบอกพ่อว่า อยากอยู่บ้านตึกบ้าง ดูรวยดี บ้านเราจนไปไหม

พ่อบอกว่า “เราก็พออยู่พอกิน” ฉันไม่ชอบคำตอบพออยู่พอกินเลย และไม่ชอบที่พ่อเขียนในสมุดพกนักเรียนว่า ฐานะปานกลางพออยู่พอกิน แต่ดูจากสมุดพกของเพื่อนๆ ทุกคนก็เหมือนกันระบุฐานะปานกลางพออยู่พอกินทั้งนั้น น่าแปลกไหม ทำไมต้องระบุฐานะ ฐานะปานกลางพออยู่พอกิน

พออยู่พอกินเพราะเรามีข้าวกิน ทำนา ทำสวน และที่สำคัญของการพออยู่พอกินคือ พ่อปลูกผักในที่ลุ่มที่มีน้ำท่วมทุกปี เมื่อก่อนน้ำท่วมไม่ใช่ปัญหาใหญ่ หรือไม่ใช่ปัญหาเลย ท่วมก็ท่วมไป หลังน้ำท่วมก็ปลูกผักได้ผักสวยด้วย ปลูกๆ ไปเรื่อย จนถึงฤดูน้ำหลากก็เก็บให้หมดแปลงและรอปลูกใหม่ ไม่ได้เดือนร้อนว่าต้องเก็บกักน้ำสร้างเขื่อน ต้องปล่อยน้ำเมื่อน้ำมาก

ในช่วงน้ำหลากก็หาปลาแม่น้ำกินไป อาหารในช่วงน้ำหลากก็มีมากมายให้กิน และน้ำหลากเป็นช่วงสั้นๆ ไม่นานก็ผ่าน

ผักของพ่อทำให้เรามีครอบครัวปานกลางพอกินพอใช้ ผักที่เราต้องกินบ่อยที่สุดคือผักบุ้ง ผักกาดขาว แตงกวา มะเขือหลากหลายชนิด แต่ที่เด็กๆ เช่นเราชอบคือมะเขือยาว ทั้งย่างและผัด และถั่ว ส่วนมะละกอเป็นของตายมันขึ้นเองอยู่ชายครัว หันกลับไปมองชีวิตตัวเอง…เออ ชีวิตเมื่อก่อนมันง่ายมากเลยนะ และมันก็ยากเมื่อไหร่นี่ ยิ่งมีชีวิตอยู่นานเราน่าจะมีชีวิตที่ง่ายมากขึ้น ไม่ใช่ยากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

มันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ หนักขึ้นเรื่อยๆ น่าจะเริ่มจากออกจากบ้านไปเรียน และทำงานอยากหนักมาหลายปี ลืมเรื่องอาหารของพ่อ เช่น ผัดผักบุ้งกับกะทิ

การผัดผักบุ้งกับกะทิ นอกจากผักบุ้งอ่อนสดที่เด็ดมาใหม่ๆ แล้ว กะทิก็เป็นกะทิสดคั้นเอาแต่หัวกะทิ ตั้งไฟจนเดือดพล่านปรุงรสด้วยเกลือ กะปิ  หวานผัก หวานกะทิอยู่แล้วไม่ต้องใส่น้ำตาล แล้วใส่ผักบุ้งที่สะเด็ดน้ำแล้วลงไป ผัดไปมาสองสามรอบ กินกับข้าวสวยร้อนๆ ผู้ใหญ่มีน้ำพริกด้วย

นอกจากผัดผักบุ้งที่เด็ดสุดอีกอย่าง แกงเลียงกุ้งสดกับมะละกอ

วิธีทำแกงเลียงมะละกอกับกุ้งง่ายมาก ตั้งน้ำเดือด ใส่กะปิกับเกลือ เรียกว่าแกงเลียงเคยเกลือ ใส่กุ้งกับมะละกอที่ปอกและทำชิ้นบางไว้ลงไป พอสุกก็ยกมากินได้เลย

การทำอาหารไม่ปรุงแต่งมากใช้เกลือกับกะปิเป็นหลัก น้ำปลาใช้น้อย จำได้ว่าเมื่อวัยเยาว์มีพ่อค้าเร่มาขายน้ำปลาตามบ้าน เขาเอาน้ำปลาออกมาขวดหนึ่งและให้ทดลอง พี่ชายเอาจานออกมาจากครัว พ่อค้าเปิดฝาขวดเทน้ำปลาลงไป พวกเราพี่น้องล้อมวงเอานิ้วมือจิ้มน้ำปลาดูด ทุกคนพูดพร้อมๆ กันว่าเค็ม เหม็น พ่อค้าหน้าเสียรีบเก็บน้ำปลาที่เขาโฆษณาว่าดีนักกลับเข้าตะกร้า กำลังจะหิ้วกลับออกไปจากบ้าน แม่เกรงใจช่วยซื้อไว้ขวดหนึ่ง

พ่อเป็นผู้ผลิตอาหารปลอดภัย อาหารที่วิเศษสุดแล้ว เราไม่รู้และลืมไปเลย ผักของพ่อแม่เอามาทำอาหารให้ลูกๆ กิน เราพออยู่พอกินจริงๆ

เมื่อโตขึ้น ต้องออกจากบ้านไปเรียน อาหารของพ่อก็ห่างไกลไป ยิ่งโตยิ่งห่างไปเรื่อยๆ เริ่มไปกินอาหารที่คิดว่าทันสมัยขึ้น รวดเร็ว ไม่เสียเวลา และบางครั้งก็ไม่ได้พออยู่พอกิน คือขาดแคลนบางช่วงก็ว่าได้

ผ่านมาถึงอายุสี่สิบปี พบว่าได้โรคอันเกิดจากการกินการอยู่ อันดับแรกกินอาหารสำเร็จรูป โดยเฉพาะบะหมี่สำเร็จรูป สนใจทุกเรื่องแต่ไม่สนใจเรื่องอาหารการกินเข้าไป บ่อยครั้งที่กินอาหารเย็นตอนเที่ยงคืน ตีหนึ่ง เพราะทำงานข่าว ทำงานหนังสือ เลิกงานดึกกลับบ้านเที่ยงคืนแวะกินอาหารตามร้าน ทำงานหนักเพื่อกินอาหารเลวๆ อาหารกำหนดชะตาชีวิตจริงๆ ได้โรคความดันโลหิตสูงมาอยู่เป็นเพื่อนเลยกินยาลดความดันไปตลอดเลยคราวนี้

เรียกว่ากว่าจะรู้ก็สายเสียแล้ว นอนดึก นอนน้อย กินอาหารที่เต็มไปด้วยสารปนเปื้อน แต่ก็ลองวกกลับมาใหม่ เริ่มจากไปอยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์ก่อน ผืนดินที่เป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ที่พอจะปลูกพืชปลูกผักกินได้ มีถนนที่เดินเล่น เดินออกกำลังกายได้

วันก่อนเดินสวนทางกับยายคนหนึ่ง แกน่าจะอยู่ในวัยแปดสิบ แกกลับมาจากเก็บเตา เตาเป็นสาหร่ายที่กินได้และขึ้นในน้ำที่สะอาดเท่านั้น รีบถามยายว่าไปเก็บที่ไหน แกบอกว่าแถวนี้แหละ เดินไปทางท้ายๆ ทุ่งนา

โอ!…น่ายินดีมาก ที่ยังมีพื้นที่และแหล่งน้ำสะอาด มิน่า…ยายอายุแปดสิบยังออกมาเก็บเตาไปกินได้ ยายบอกไม่เก็บไปขายหากินหาอยู่ แกเอามือขยุ้มให้ดูว่า ประมาณหนึ่งกำมือสิบบาท ดูด้วยสายตาที่แกเก็บมาวันนี้น่าจะได้เป็นร้อยบาท เดินไปเก็บอาหารมากินและขายได้หนึ่งร้อย ไม่ต้องลงทุนอะไร แค่ทำแหล่งน้ำให้สะอาดปราศจากสารเคมีก็มีเตาให้เก็บ

“เอาไปกินไหม”

ฉันสอบตกลงทันที เพราะของมีประโยชน์แบบนี้กินไม่เป็น ทำกินไม่เป็น แต่ชิมบ้างเหมือนกัน ก่อนเดินไปแกบอกว่า กินดี อร่อย

คุยกับป้าเรื่องเตาคิดถึงหนังสือเล่มหนึ่ง หนังสือเก่าๆ เล่มเล็กๆ หนึ่ง กระดาษกรอบแล้ว ชื่อว่า อาหารของนักคิด ในนั้นเขาบอกว่านักคิดไม่ควรกินอาหารพวกเนื้อมากนัก ควรกินน้อยๆ เนื้อสัตว์ต่างๆ นั้นเป็นอาหารของผู้ใช้แรงงาน หรือผู้ที่ต้องทำงานออกแรงเยอะๆ นักคิดทำงานออกแรงน้อยและใช้สมองมาก นี่แสดงว่า เรากินอาหารผิดมาหลายปี หรือเรียกว่า ตั้งแต่ผ่านวัยเยาว์ออกมาจากบ้านนั่นแหละ

นักคิดไม่ควรกินอาหารในตอนกลางคืน นอกจากน้ำ โอ!…นี้ก็ผิดมาโดยตลอด โดนจังๆ เลย

ต้องขอโทษเอาหนังสือมาอ้างอิงไม่ได้ เพราะว่าหาหนังสือเล่มนั้นไม่เจอตอนนี้

เป้าหมายของฉันในวัยห้าสิบคือ ฐานะปานกลาง พออยู่พอกิน แบบในสมุดพกนักเรียนชั้นประถมที่พ่อระบุลงไป ทางบ้าน…ฐานะปานกลางพออยู่พอกิน และอีกช่อง สติปัญญาการเรียนรู้ของเด็กหญิง…ปานกลาง พอเรียนรู้ได้ เอาละ เอาแค่นี้ให้ได้ก่อน

 

CR ; เทคโนโลยีชาวบ้าน