สสก.9 ร่วมกัยศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีฯ พิษณุโลก ส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์ในการควบคุมพืช

  •  
  •  
  •  
  •  

เมื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ เกษตรกรเริ่มทำนา พืชไร่ ปลูกพืชผัก ลงทุนเพาะปลูก เพื่อหวังผลผลิตสูงและดีมีคุณภาพ แต่เกษตรกรส่วนใหญ่มักประสบปัญหา เรื่อง โรค แมลงศัตรูพืชระบาด ทำให้ใช้สารเคมีปริมาณมากเกินความจำเป็น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สภาพแวดล้อม ผลผลิตมีสารพิษตกค้างและต้นทุนการผลิตสูง

นายเกษม ไตรพิจารณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ได้ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดพิษณุโลก โดยมีนางรุ่งรดา ปกิจเฟื่องฟู ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดพิษณุโลก จัดทำแนวทางในการลดต้นทุนการผลิตในด้านการควบคุมศัตรูพืชนั้น ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้สารชีวภัณฑ์ ในการควบคุมศัตรูพืชเพื่อลดต้นทุนการผลิต ตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ จึงแนะนำการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาซึ่งเป็นเชื้อราชั้นสูงที่สามารถควบคุมเชื้อราสาเหตุโรคพืชได้หลายชนิด เช่น เชื้อราไฟทอปธอร่า สาเหตุของ โรครากเน่า โคนเน่า เชื้อราฟิวซาเรียม สาเหตุของโรคเหี่ยว เชื้อราสเคลอโรเทียม สาเหตุของโรคโคนเน่า โรคเหี่ยว เชื้อราพิเทียม ที่เป็นสาเหตุของโรคเมล็ดเน่า เชื้อราไรซ็อคโทเนีย สาเหตุของโรคเน่าระดับดิน และเชื้อราไตรโคเดอร์มา ยังช่วยลดกิจกรรมของ เชื้อราสาเหตุของโรคพืช ช่วยลดปริมาณเชื้อราสาเหตุของโรคพืช เพิ่มการเจริญเติบโตของพืช ช่วยย่อยธาตุอาหารในดินช่วยเพิ่มการเจริญเติบโต ต้นพืชมีความแข็งแรงขึ้น

วิธีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา เกษตรกรสามารถใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ตั้งแต่การคลุกเมล็ด โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 ช้อนแกง/เมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือการฉีดพ่น ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม/น้ำ 200 ลิตร ผสมสารจับใบ แล้วนำไปฉีดพ่น ช่วงเวลาเย็น การหว่านลงดิน โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัมผสมรำละเอียด 4 กิโลกรัมผสมปุ๋ยหมัก 100 กิโลกรัม หรือ ตามอัตราส่วน 1:4:100 ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนนำไปใช้ อัตราการใช้ พื้นที่ 1 ตารางเมตร ใช้ส่วนผสม 1-5 กิโลกรัม โรยรอบทรงพุ่มไม้ผล หรือบนแปลงปลูก การใช้ไปกับระบบน้ำ เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม/น้ำ 200 ลิตร แล้วปล่อยไปตามระบบน้ำ เช่น น้ำหยด หรือปริงเกอร์ การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตเกี่ยวกับการใช้สารเคมีกำจัดเชื้อราโรคพืช ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ปัญหาด้านแมลงศัตรูพืช ทำลายผลผลิต ซึ่งมีสารชีวภัณฑ์ที่ช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืช ได้แก่ เชื้อราบิวเวอเรีย (ราขาว) เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่จัดเป็นพวก เชื้อราทำลายแมลง มีคุณสมบัติในการทำลายแมลงได้หลายชนิด ทำลายแมลงโดยผลิตเอนไซน์ที่เป็นพิษต่อแมลงศัตรูพืช และเป็นเชื้อราที่อาศัยกินเศษซากที่ผุพัง สามารถป้องกันกำจัด เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว ฯลฯ โดยเมื่อฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอเรีย ถูกตัวแมลง สปอร์ของเชื้อราบิวเวอเรีย เมื่อไปติดอยู่กับผนังลำตัวแมลงและจะเข้าสู่ลำตัวแมลงทางผนังลำตัวรูหายใจ บาดแผล และเมื่อมีความชื้นเหมาะสมกับการงอกสปอร์ก็จะแทงทะลุผนังลำตัวเข้าสู่เนื้อเยื่อของแมลงโดยอาศัยน้ำย่อยต่างๆ จากนั้นเชื้อราจะงอกเข้าสู่ช่องว่างของตัวแมลง และสร้างเส้นใยทำลายชั้นไขมันและแพร่กระจายทั่วไปในช่องว่างภายในตัวแมลง โดยแมลงจะแสดงอาการเป็นโรค คือ เบื่ออาหาร กินน้อยลง อ่อนเพลีย และไม่เคลื่อนไหว สีผนังลำตัวจะเปลี่ยนไป จะมีจุดสีดำตรงบริเวณที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย เมื่อแมลงตายเส้นใยจะพัฒนาต่อไปโดยแทงผ่านผนังลำตัวแมลงออกสู่นอกตัวแมลงและสร้างสปอร์ขึ้นปกคลุมผนังลำตัวด้านนอกของตัวแมลง สปอร์แพร่กระจายไปตามลมฝน เชื้อราจึงสามารถขยายพันธุ์ต่อไปได้เมื่อมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะทำลายแมลงศัตรูพืชต่อไป

สำหรับวิธีการใช้เชื้อราบิวเวอเรีย ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช วิธีการใช้เชื้อราบิวเวอเรียที่เจริญบนเมล็ดข้าวโพดหรือข้าว อัตรา 1 กก. น้ำ 50 ลิตร แล้วเติมสารจับใบเล็กน้อย จากนั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง การฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอเรียให้มีประสิทธิภาพ คือ พ่นให้ถูกตัวแมลงศัตรูพืชหรือบริเวณ ที่แมลงศัตรูพืชเกาะหรืออาศัยอยู่ให้มากที่สุด ช่วงระยะเวลาการพ่นควรเป็นช่วงที่แมลงศัตรูพืชออกหากิน หรือเวลาเย็นมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการงอกและการเจริญเติบโตของเชื้อรา คือมีความชื้นสูงและแสงแดดอ่อนๆ ให้น้ำกับแปลงพืชในวันรุ่งขึ้น เพื่อเพิ่มความชื้น และสำรวจแปลงพืช ถ้าพบว่ามีศัตรูพืชอยู่ให้พ่น เชื้อราบิวเวอเรีย ทุก 7 วัน

“การใช้เชื้อราบิวเวอเรีย ทำให้ระบบนิเวศเกษตรเกิดความสมดุล เป็นเชื้อราที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง ไม่ทำลายศัตรูธรรมชาติ จึงปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ทำให้เกษตรกร ลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ส่งผลให้ลดต้นทุนการผลิต การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา และเชื้อราบิวเวอเรีย จึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันและกำจัดศัตรูพืชและลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ผลผลิตปลอดภัยได้มาตรฐาน สร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกร” นายเกษม กล่าวทิ้งท้าย

 

CR : แนวหน้า