เกษตรกรหัวใจทอง เผยเคล็ดลับปลูก “ระกำแสนหวาน” ให้ออกผลเก็บได้นาน 7 เดือน

  •  
  •  
  •  
  •  

เกษตรกรหัวใจทอง เผยเคล็ดลับปลูก “ระกำแสนหวาน” ให้ออกผลเก็บได้นาน 7 เดือน

 

“ระกำ” หมายถึง ความลำบาก เพราะเป็นไม้ขึ้นเป็นกอๆ ทางใบแหลมคม เปลือกและผลมีหนาม ทำให้ลำบากทั้งผู้ปลูก ผู้เก็บเกี่ยว ผู้ขาย และผู้บริโภค เป็นไม้ตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง (Salacca Sp.) มีประมาณ 18 ชนิด พบในจีนตอนใต้ของมณฑลยูนนาน มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย พม่า และฟิลิปปินส์ มีปลูกในไทย 4-5 ชนิด ที่มีลักษณะคล้ายกันมาก คือ ระกำ สะลัก สะละหรือสละ สะกำ หรือทางภาคใต้เรียก “ส้มหลุมพี” (ข้อมูล สำนักงานเกษตรจังหวัดตราด)

“ระกำ” ที่จังหวัดตราด เคยปลูกกันทั่วไป และเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดตราด เมื่อประมาณ 25-30 ปีมาแล้ว พบว่าปลูกได้ทั่วไปของจังหวัดตราด ที่มากที่สุดคือ อำเภอเขาสมิง บ่อไร่ เมืองตราด และแหลมงอบ

ปี 2535 มีพื้นที่ปลูก 4,894 ไร่ ผลผลิต 1,713 ตันเศษ มูลค่า 18-20 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย กิโลกรัมละ 20 บาท ช่วงเวลาที่ระกำเฟื่องฟูจังหวัดตราดส่งเสริมให้เป็นพืชเศรษฐกิจ ถึงกับมีคำขวัญว่า “ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา” และประชาสัมพันธ์โดยจัดให้มีงาน “ระกำหวาน” ทุกๆ ปี ซึ่งชาวตราดรับรู้และติดปากมาทุกวันนี้

แม้ว่าปัจจุบันระกำในจังหวัดตราดเกือบจะสูญหายไปเป็นตำนาน เนื่องจากเหลือพื้นที่ปลูกเพียง 70-80 ไร่เกษตรกรหันไปปลูกผลไม้ชนิดอื่น เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด รวมทั้งสะละพันธุ์ใหม่ๆ ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า เหลือเพียงเกษตรกรที่ปลูกไว้หัวไร่ปลายนา เพื่อใช้ปรุงอาหาร ที่เป็นสวนระกำจริงๆ เหลือไม่เกิน 10 ราย และรายใหญ่ที่สุด คือสวนของ คุณคมศักดิ์ ศักดิ์เพชรพลอย อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด

คุณคมศักดิ์-คุณทองแดง ศักดิ์เพชรพลอย

 เกษตรกรหัวใจทอง จากพืชเศรษฐกิจมาสู่การอนุรักษ์

คุณคมศักดิ์ อยู่บ้านเลขที่ 229 หมู่ที่ 3 ตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด วัย 68 ปี เล่าว่า พื้นเพไม่เคยเป็นชาวสวนมาก่อน พ่อแม่เป็นคนเชื้อสายจีน เกิดที่กรุงเทพฯ แต่มาโตที่ระยอง หลังจากพ้นเกณฑ์ทหาร อายุประมาณ 25 ปี ญาติๆ ได้แนะนำให้มาทำมาหากินที่อำเภอบ่อไร่ ช่วงนั้นอำเภอบ่อไร่กำลังเฟื่องฟู คนมาขุดพลอยกันมาก แรกๆ ลองขุดพลอย แต่ไม่มีดวงทางนี้ จึงเปิดร้านซ่อมวิทยุ โทรทัศน์ก่อน และเป็นช่างไฟฟ้า ต่อมาขยายเป็นการจำหน่ายวิทยุ โทรทัศน์ เครื่องใช้ไฟฟ้า จากนั้นมีครอบครัวแต่งงานกับ คุณทองแดง ศักดิ์เพชรพลอย หรือ “เจ๊แดง” จึงคิดปักหลักอยู่ที่อำเภอบ่อไร่ ประมาณปี 2530 ตอนนั้นอายุ 38 ปี ได้ซื้อที่ดิน จำนวน 32 ไร่ ที่ หมู่ที่ 1 ตำบลบ่อพลอย เป็นป่ามาทำสวน แบ่งพื้นที่ทำสวนระกำ 10 ไร่ นอกจากนั้นเป็นสวนผลไม้ เงาะ ทุเรียน มังคุด

สวนระกำ

“แรกๆ ลองปลูกมะนาวและฝรั่งก่อน แต่ไม่ได้ผล ด้วยความที่ทำสวนไม่เป็นมาก่อน ใช้วิธีเรียนรู้เอง จึงเปลี่ยนมาปลูกระกำ ประมาณ 25-30 ปีที่แล้ว ตอนนั้นระกำได้รับความนิยมมาก ราคาดี เพราะจังหวัดส่งเสริมให้ปลูก มีการประชาสัมพันธ์จัดงานวันระกำหวานเฟื่องฟู จึงซื้อพันธุ์มาจากนักเรียนโรงเรียนตราษตระการคุณในงาน มาปลูกเพิ่ม 1,000 ต้น ในพื้นที่ 3 ไร่ และขยายผลมาเรื่อยๆ 20 กว่าปี จนเต็ม 10 ไร่ ขายได้ราคา กิโลกรัมละ 60 บาท เมื่อ 2 ปีมานี้ราคาต่ำมาก ไม่มีตลาด ต้องเปลี่ยนไปปลูกยางพารา เงาะ เหลือระกำไว้ 5 ไร่ มี 1,500 ต้น ถ้าผลผลิตมาก ปีละ 4-5 ตัน แต่ปี 2559 ได้ 2 ตันเศษ ขายส่งได้กิโลกรัมละ 30-50 บาท ขายต้นพันธุ์ได้บ้าง ต้นละ 20 บาท ลำต้นแก่ๆ นานๆ ทีมีคนซื้อไปตกแต่งรีสอร์ท ต้นละ 6 บาท ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า สู้ผลไม้อื่นอย่างเงาะ ทุเรียน มังคุด ไม่ได้ จึงคิดว่าจะปลูกไว้เพื่ออนุรักษ์ ไว้คู่เมืองตราด เป็นความภูมิใจส่วนตัวมากกว่า ให้สมกับคำขวัญ ระกำแสนหวาน ของจังหวัดตราด หากไม่มีระกำคำขวัญนี้จะหมดความหมาย” คุณคมศักดิ์ กล่าวน้ำเสียงหนักแน่น

ผลผลิตแห่งความภาคภูมิใจ

เคล็ดลับดูแลรักษาให้ออกผล 7 เดือน เปรี้ยวจี๊ด เนื้อเยอะ สุกหวานคาต้น

จังหวัดตราด จัดงานวันระกำหวานในช่วงต้นเดือนมิถุนายนของทุกปี ปัจจุบันปรับเปลี่ยนชื่อให้เข้ากับสถานการณ์ผลไม้ของจังหวัดตราด ชื่องาน “วันระกำหวาน ผลไม้และของดีเมืองตราด” เนื่องจากปริมาณเกษตรกรที่ปลูกระกำมีน้อยลง และผลไม้เด่นดังมีหลากหลายชนิด แต่กิจกรรมการประกวดระกำหวานยังคงมีอยู่ พร้อมกับการแข่งขันการประกวดอาหารคาวของแต่ละอำเภอที่ใช้ระกำปรุง อันเป็นอัตลักษณ์ของชาวจังหวัดตราด เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่จะนิยมใช้ระกำเปรี้ยวปรุงอาหารพื้นบ้านทั่วไปและมีการประยุกต์เข้ากับอาหารต่างชาติในแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย

คุณคมศักดิ์ อธิบายว่า ระกำชอบอากาศร้อนชื้น พื้นที่ที่เป็นลำราง มีแอ่งทางน้ำ ลำธาร เชิงเขา ซึ่งบริเวณที่สวนมีลักษณะที่เหมาะกับระกำตามธรรมชาติอยู่แล้ว การดูแลจึงไม่ยุ่งยากและไม่มีต้นทุนสูง เพียงแต่ต้องเอาใจใส่ดูแลด้วยตัวเอง เริ่มจากการเลือกต้นพันธุ์มาปลูก แรกๆ ซื้อต้นพันธุ์มาปลูก แต่ต่อมาการขยายพันธุ์ ใช้วิธีเลือกต้นพันธุ์เอง ที่มีคุณภาพลูกโต เนื้อมาก ให้ผลผลิตดี รสหวาน เป็นแม่พันธุ์มาเพาะเมล็ดได้ผลดีถึง 60%

ดอกบาน

การดูแลในช่วง 2 ปีแรก ให้น้ำโดยสปริงเกลอร์ ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเมล็ดละหุ่ง ปีละ 2 ครั้ง และพ่นยากำจัดวัชพืช หลังจากนั้นขึ้นปีที่ 3-4 ไม่ต้องดูแลมาก ไม่จำเป็นต้องติดสปริงเกลอร์อีก อาจจะให้น้ำช่วงฤดูแล้ง เดือนละ 1-2 ครั้ง เพราะต้นจะเติบโต ทรงพุ่มจะชิดกัน ใบมาคลุมชนกัน จะทำให้ดินมีความชุ่มชื้น และมีการใส่ปุ๋ยบ้าง ปีละ 1 ครั้ง และฉีดยากำจัดวัชพืชเฉพาะที่มีแมลงรบกวน เมื่อขึ้นปีที่ 4 ระกำจะเริ่มให้ผลแต่ยังไม่ได้ผลมากนัก จะเริ่มให้ผลผลิตดีในปีที่ 5-6 ขึ้นไป เมื่อให้ผลจะมีการฉีดยากำจัดวัชพืชทุกครั้งในช่วงดอกบาน ป้องกันหนอนไชดอก ระกำยิ่งอายุต้นมากขึ้น ลูกจะโต ผลผลิตสูงและคุณภาพดี

“ใช้วิธีผสมเกสรตามธรรมชาติให้ออกต้นฤดู จึงสามารถเก็บผลผลิตได้ 6-7 เดือน เกือบตลอดปี คือตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม แต่ส่วนใหญ่ทั่วไปๆ จะมีช่วงเมษายน-มิถุนายน ระกำที่ปลูกมีการพัฒนาพันธุ์จากของเดิมเลือกต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพเอง ทำให้ได้ทั้งทะลายใหญ่ดก บางทีมีถึง 20 กระปุก น้ำหนักทะลายถึง 26 กิโลกรัม เคยได้รับรางวัลชมเชยทะลายใหญ่ และรางวัลรองชนะเลิศความหวาน สมบูรณ์ของลูก ในงานวันระกำหวานของจังหวัดตราดมาแล้ว” คุณคมศักดิ์ กล่าว

ระกำ อายุ 4-5 เดือน ยังเก็บเกี่ยวไม่ได้

เก็บเกี่ยวระกำเปรี้ยว และระกำหวานสุกคาต้น

ระกำ จะเริ่มติดผลและแก่รับประทานได้ตั้งแต่ดอกบานถึงผลสุก อายุประมาณ 8 เดือน เมื่อผลโตอายุประมาณ 3-4 เดือน ขนาดผลเท่าหัวแม่มือ ต้องใช้กระสอบปุ๋ยสวมไว้เพื่อป้องกันหนู กระรอก กระถิกกัดกิน และทำเครื่องหมายแต่ละต้นไว้บนถุงด้วย จากนั้นประมาณ 2-3 เดือน ต้องคอยเปิดถุงดูสภาพผลเติบโตดีหรือไม่ มีกระรอกหรือเปล่า เมื่ออายุประมาณ 5-6 เดือน จะเป็นช่วงของการตัดระกำเปรี้ยว

สวมถุงป้องกันสัตว์แทะกิน

สังเกตที่มีกลิ่นหอม ดูเปลือกฟูๆ สีส้มๆ เนื้อแข็ง สีของเนื้อออกสีน้ำตาลๆ ให้ตัดไปปรุงอาหารได้ จากนั้นรออีกประมาณ 2 เดือน ระกำจะเริ่มหวานตัดได้ สังเกตสีเปลือกออกสีส้มๆ แดงๆ จางๆ มีกลิ่นหอม หรืออาจจะใช้วิธีชิมจากลูกกระปุกสุดท้ายของแต่ละทะลายซึ่งจะสุกก่อนและมีรสหวานที่สุด จากนั้นจะสุกหวานไล่ๆ มา กระปุกบนๆ ตรงนี้คือ ไฮไลต์ต้องตัดระกำจังหวะสุกพอดีจึงจะได้ระกำรสหวาน รับประทานได้เลย ไม่ต้องบ่ม ถ้าตัดเลยเวลาไป รสจะขม จืด ไม่อร่อย

 

ตลาดพื้นบ้าน จังหวัดใกล้เคียง ขาดทุนค่าแรงงาน

คุณคมศักดิ์ เล่าว่า ระกำ เป็นผลไม้ที่ไม่รู้จักกันกว้างขวาง ตลาดแคบ ส่วนใหญ่จะรู้จักเฉพาะจังหวัดแถบชายทะเล แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือแทบไม่มีคนรู้จัก ราคาระกำตอนที่เปรี้ยว จะราคาสูง กิโลกรัมละ 100-120 บาท ลูกค้าจะซื้อไปปรุงอาหาร แต่ปริมาณตลาดไม่มากนัก จังหวัดตราดและจังหวัดใกล้เคียงอย่าง จันทบุรี มีช่วงต้นฤดูผลไม้เดือนเมษายน-พฤษภาคมเมื่อผลไม้ เงาะ ทุเรียน มังคุดออก ราคาจะลดลงมาก มีล้งรับซื้อกิโลกรัมละ 25 บาท ราคาขายปลีก กิโลกรัมละ 40-50 บาท 3-4 ปี ราคาลงมาต่ำมาก บางครั้งขายล้งได้กิโลกรัมละ 10-20 บาท ผลไม้ออกมากลงถึง 5 บาท

แม้ว่าต้นทุนไม่สูง ค่าดูแลบำรุงรักษาไม่มาก แต่มีค่าแรงงานที่ต้องคอยดูแลเก็บเกี่ยว ตัดแต่ง กิ่ง ต้น ค่าถุงสวม ค่าขนส่ง แต่ปัญหาคือปริมาณตลาดมีน้อยมาก เราจำเป็นต้องปลูกผลไม้อื่นๆ มาเป็นรายได้หลัก ระกำปลูกเพื่ออนุรักษ์รายได้ขอแค่เลี้ยงตัวเองได้เท่านั้น

ผลผลิตแห่งความภาคภูมิใจ

“ทุกวันนี้ตลาดจำหน่ายระกำมีแค่ตลาดภายในจังหวัด เป็นตลาดท้องถิ่นเป็นหลักและจังหวัดใกล้เคียงเท่านั้น ปัญหาคือ ตลาดไม่กว้าง แม้ว่าจังหวัดและอำเภอบ่อไร่ส่งเสริมให้มีการประกวดและแข่งขันปรุงอาหารด้วยระกำอยู่ในงานประจำปี แต่ลูกค้าจะซื้อในปริมาณน้อย คนละ 5-10 กิโลกรัม เพื่อนำไปปรุงอาหาร ตอนรสเปรี้ยวราคาสูง ลูกค้าส่วนใหญ่รอให้หวานเพื่อให้ราคาลงมา เพื่อนำไปแปรรูปแช่อิ่ม ทำน้ำระกำ แต่ยังน้อย คนละ 20-30 กิโลกรัม เมื่อสะละเนินวง สะละสุมาลี มีรสชาติหวานกว่า เมล็ดเล็ก เนื้อมากกว่า ระกำจึงถูกแย่งตลาดไป ทั้งๆ ที่ระกำเขามีฉายาว่าเป็นสาวสองพันปี เพราะสามารถขยายพันธุ์ต้นใหม่ได้เรื่อยๆ โดยธรรมชาติ ไม่มีวันตาย แต่เกรงว่าในอนาคตจะไม่มีใครปลูกเพื่อการค้า” คุณคมศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย

น่าเสียดาย ที่งาน “ประกวดผลไม้และของดีอำเภอบ่อไร่ ประจำปี 2560 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ วันที่ 25 พฤษภาคม-1 มิถุนายน 2560 รวมถึงงาน “วันระกำหวาน ผลไม้และของดีจังหวัดตราด ประจำปี 2560” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ วันที่ 2-6 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา ผ่านพ้นไปแล้ว แต่หากสนใจลิ้มรสระกำหวาน หรือเมนูอาหารจากระกำ ติดต่อได้ที่ คุณคมศักดิ์ ศักดิ์เพชรพลอย  โทรศัพท์ (081) 437-9953

 

 

 

ที่มาข้อมูล : เทคโนโลยีชาวบ้าน

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ