“กฤษฎา”ขีดเส้นเกษตรกรที่ได้รับที่ คทช.ต้องตั้งตัวได้ภายใน 3-5 ปี

  •  
  •  
  •  
  •  

       นายกฤษฎา บุญราช เป็นประธานพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก. ครบรอบ 44 ปี ณ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ถนนราชดำเนินนอก กทม.

กระทรวงเกษตรฯ เร่งรัดให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ส่งเสริมเกษตรกรเข้าสู่ระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เน้นการผลิตที่ลดการใช้สารเคมี การเกษตรปลอดภัย หรืออินทรีย์ ประกาศพร้อมสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์สามารถบริหารจัดการการผลิตและการตลาดได้เองตลอดห่วงโซ่ เพื่อให้เกษตรกรที่ได้รับที่ คทช. ตั้งตัวได้ภายใน 3-5 ปี

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก. ครบรอบ 44 ปี ณ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ถนนราชดำเนินนอก ว่า  สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นองค์กรหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการจัดหาและดูแลที่ดินเกษตรกรรมสำหรับผู้ไร้ที่ดินทำกินหรือมีที่ทำกินไม่เพียงพอ พร้อมทั้งส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพให้ผู้ที่ได้รับที่ดินมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีรายได้ที่เพียงพอ และมีความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ

โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ที่มีขนาด 800 – 1,000 ไร่ขึ้นไป ได้เร่งรัดให้ ส.ป.ก. เข้าไปส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่และส่งเสริมให้ทำการผลิตแบบลดการใช้สารเคมี เช่น การทำเกษตรปลอดภัย หรือการทำเกษตรอินทรีย์ พร้อมสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์สามารถบริหารจัดการการผลิตและการตลาดได้เองตลอดห่วงโซ่ เพื่อให้เกษตรกรที่ได้รับที่ คทช. ไปแล้วต้องอยู่และตั้งตัวได้ภายใน 3 – 5 ปีต่อจากนี้ไป

“ขอให้ข้าราชการของ ส.ป.ก. ในส่วนภูมิภาคปรับเปลี่ยนระบบการทำงานของตนเองให้เชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่น ๆ ของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยขอให้มุ่งเน้นการนำที่ดินในเขต ส.ป.ก. 35 ล้านไร่ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรสูงสุด ซึ่งนับเป็นภารกิจหลักของหน่วยงาน และสนับสนุนให้จัดตั้งในรูปแบบสหกรณ์เพื่อเป็นกลไกในการบริหารจัดการพื้นที่ที่เหมาะสม และพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับการปฏิรูปภาคเกษตรที่เน้นนโยบายตลาดนำการผลิต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านการลดต้นทุนการผลิต สร้างอำนาจต่อรองกับภาคเอกชน และการตั้งจุดรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ เป็นต้น” นายกฤษฎา กล่าว

ด้าน ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโอกาสครบรอบ 44 ปี ส.ป.ก. ยังคงพร้อมที่จะให้การช่วยเหลือและสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น โดยจะเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาใน 6 ประเด็น คือ 1) การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินให้มีความเหมาะสมและทันสมัยต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน 2) การแต่งตั้งผู้ดูแลพื้นที่ ส.ป.ก. (Area Manager) ในทุกจังหวัดเพื่อทำหน้าที่บูรณาการการพัฒนาพื้นที่ทั้งในเรื่องของน้ำ ดิน ไฟฟ้า ที่อยู่อาศัย เส้นทางคมนาคม การนำตลาดเข้าหาเกษตรกร และการสร้างเครือข่ายกับภาครัฐ สถานศึกษา และภาคเอกชน 3) การจำแนกพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินจากการขยายตัวของเขตเมืองและพาณิชยกรรมเพื่อหาแนวทางแก้ไขและป้องกันปัญหาการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์

4) การขยายบริการ Mobile Unit หรือศูนย์บริการประชาชนเคลื่อนที่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พี่น้องเกษตรกรให้ครอบคลุมทุกพื้นที่พร้อมเพิ่มจำนวนรอบการให้บริการให้มากขึ้น 5) การปรับปรุงและขยายศูนย์บริการประชาชน ณ สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดให้มีความกว้างขวางมากขึ้น มีนั่งพักคอยเพียงพอ และมีน้ำดื่มสะอาดบริการ เพื่อความสะดวกสบายของพี่น้องเกษตรกรในการมาติดต่อใช้บริการ 6) การจัดซื้อเครื่องหาพิกัดด้วยสัญญาณดาวเทียม (GNSS ชนิด Rover) จำนวน 88 ชุด เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการสำรวจรังวัดและจัดทำแผนที่รูปแปลงที่ดินเกษตรกรด้วย

ดร.วิณะโรจน์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกรแล้วประมาณ 36 ล้านไร่ จากทั้งหมด 40 ล้านไร่ ให้แก่เกษตรกร 2.8 ล้านราย แต่เกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน ยังคงมีรายได้ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากพื้นที่ ส.ป.ก.ที่จัดสรรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 อยู่นอกเขตชลประทาน ต้องอาศัยน้ำฝนทำการเกษตรเพียงอย่างเดียว และประสบปัญหาภัยแล้ง ประกอบกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ผ่านมา เช่น แหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการเกษตร ถนน และไฟฟ้า จึงเป็นปัจจัยสำคัญให้เกษตรกรต้องซื้อขายและเปลี่ยนแปลงสิทธิการถือครองที่ดินอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตามในส่วนที่มีการนำที่ส.ป.ก.ไปดำเนินการผิดวัตถุประสงค์นั้นได้มีการยึดพื้นที่กลับคืนได้ประมาณ 443,889 ไร่ จากการบุกรุก ซื้อขาย และเปลี่ยนแปลงสิทธิการถือครองที่ดิน ส.ป.ก. อย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และได้ส่งมอบให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) นำไปดำเนินการจัดสรร ซึ่งปัจจุบัน คทช. ได้จัดสรรที่ดินให้เกษตรกรแล้ว 20 แห่ง จัดตั้งสหกรณ์ 12 สหกรณ์ ใน 7 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี กาญจนบุรี ชลบุรี สุราษฎร์ธานี กาฬสินธุ์ นครราชสีมา และสระแก้ว เนื้อที่ 14,083 ไร่ เกษตรกร 1,364 ราย พร้อมบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาร่วมพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานที่จำเป็นในพื้นที่โครงการ พร้อมส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมด้วย อาทิ การทำเกษตรผสมผสาน การปลูกพืชผัก การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปศุสัตว์ และประมง

สำหรับแนวทางการพัฒนาพื้นที่ ส.ป.ก. ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน พื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ร่วมกับ 8 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อช่วยให้พี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน และ คทช. มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีรายได้ที่เพียงพอ และมีความยั่งยืนในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ