“ปลากะพงคุณภาพ” เลี้ยงระบบทุนต่ำ เฉลี่ย 5 เดือนได้ไร่ละถึง 8 ตัน

  •  
  •  
  •  
  •  

Picture

 คุณโจ้ โชว์ปลาไซส์ 8 ขีด (ยอดนิยม)

Picture

          “ปลากะพงคุณภาพ”    ในระบบการเลี้ยงแบบบ่อดิน พื้นที่ 3 ไร่/บ่อ     เน้นใช้ลูกพันธุ์ 3-4 นิ้ว (ฝึกกินอาหารเม็ดมาแล้ว) ปล่อยอัตรา 4,000 ตัว/ไร่   ให้อาหารเม็ดเกรดคุณภาพสูง  ควบการจัดการคุณภาพน้ำโดยใช้จุลินทรีย์บำบัด      กับเติมอากาศในน้ำให้เพียบ! เลี้ยงแค่ 5-6 เดือนจับปลาขายได้ 7-8 ตัน/บ่อ    ราคาดี 180-190 บาท/กก. แต่ช่วงนี้ตลาดนิ่งๆ  หน่อยได้อยู่ที่ 110-125 บาท/กก. เท่านั้น!!
 Picture
 ทีมจับปลาฝีมือฉมัง
         คุณสุรเชษฐ์ ชุมศรี หรือคุณโจ้ เล่าให้ฟังว่า เดิมที่ร้านเป็นเอเย่นต์เขตภาคกลางให้กับผลิตภัณฑ์อาหารเลี้ยงปลากะพงรายใหญ่เจ้าหนึ่งมานานกว่า 6-7 ปีแล้ว  ซึ่งทำให้ตนเองมีโอกาสได้ไปเห็นและคลุกคลีกับกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงปลากะพงเชิงคุณภาพในย่านบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา   โดยสายงานด้านธุรกิจที่ทำอยู่ จนนำมาสู่การตัดสินใจเป็นผู้เลี้ยงปลาด้วยเลยในช่วงปีกว่ามานี้ ปัจจุบันมีพื้นที่เลี้ยงอยู่ 3 บ่อ ขนาด 3 ไร่ (2 บ่อ) และ 2 ไร่ (1 บ่อ) แรกๆ   ตั้งใจว่าจะลองทดสอบอาหารดูให้เห็นถึงประสิทธิภาพเพื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงด้วยเหยื่อสด (ปลาเป็ด) กันไปเลย     อีกทั้งก็เคยมีประสบ
การณ์ทางด้านการเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจมาบ้าง อาทิ กุ้งกุลา-กุ้งขาว ปลาสลิด และปลานิล เป็นต้น     ยังเหลือแต่ปลากะพงซึ่งต้องลองดู
สำหรับระบบการจัดการเลี้ยง   คุณโจ้บอกว่า ได้เริ่มจากการเลือกใช้ลูกพันธุ์ ไซส์ 3-4 นิ้ว     ที่ฝึกการกินอาหารเม็ดได้แล้ว ราคาจะค่อนข้างสูงหน่อย เฉลี่ยที่นิ้วละ 1.5-2 บาท  แต่ว่าได้คุณภาพในเชิงการเลี้ยงรอดที่สูงกว่าก็นับว่าคุ้มแล้ว  ปล่อยเลี้ยงในอัตรา 3,000-4,000 ตัว/ไร่ โดยมีการจัดการบ่อทั้งด้านของคุณภาพน้ำและพื้นดินเลนข้างล่าง ต้องให้สะอาดและปลอดเชื้อแบคทีเรียที่ก่อปัญหากับปลาก่อนและหลังการปล่อยเลี้ยงด้วย อาทิ การใช้จุลินทรีย์บำบัดจะใส่ทุกๆ 7 วัน/ครั้ง การฆ่าเชื้อในช่วงเติมน้ำเข้าบ่อแรกๆ       และในระหว่างการเลี้ยงช่วงเดือนที่ 1 เดือนที่ 2 เดือนที่ 3    โดยใช้ไอโอดีนหรือน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม พร้อมกับมีการถ่ายพยาธิภายนอกร่วมด้วยในช่วงอายุปลาดังกล่าว เป็นต้น       ขณะที่ระดับน้ำในบ่อที่เหมาะสมจะอยู่ประมาณ 130-150 ซม.  ต้องคอยเติมเรื่อยๆ ไม่ได้มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ส่วนการเลี้ยงหรือ “การให้อาหาร”   จะเริ่มให้หลังจากปล่อยปลาได้ 2-3 วันไปแล้ว     ตามโปรแกรมของสูตรอาหารที่กำหนดให้เพื่อช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ   ทั้งด้านของโครงสร้างและปริมาณของเนื้อที่ได้ ช่วงแรกให้กินเบอร์ 2 ก่อนสักประมาณ 4-5 วัน การให้อาหารจะแบ่งเป็น 2 เวลา คือ 06.00 น.   และ 18.00 น. ของทุกวันโดยประมาณ และในระหว่างที่ให้อาหารก็ต้องคอยสังเกตการกินเป็นหลักสำหรับทุกครั้งไปด้วย  พอครบจากนั้นให้เบอร์ 3 กินอีกสัก 1 เดือนจึงเปลี่ยนเป็น เบอร์ 4      และจากนี้จะเปลี่ยนเฉลี่ย 1 เดือน/เบอร์ จนไปจบที่เบอร์ 7 ก่อนทำการจับปลาขายต่อไป โดยในระหว่างการเลี้ยงอาจต้องคอยแก้ปัญหาที่จะเกิดได้ เช่นช่วงอากาศ ร้อนๆ จะส่งผลทำให้ปลาเกิดความเครียดได้ (ไม่ค่อยกินอาหาร) ซึ่งต้องแก้ไขโดยการเพิ่มออกซิเจนในน้ำอย่าให้ขาด ร่วมกับการเติมน้ำให้มีระดับที่สูงเข้าไว้   และเสริมด้วยวิตามินซีให้กินพร้อมกับอาหารบ้าง อีกทางหนึ่งที่ละเลยไม่ได้ คือ    เกลือจะต้องเติมลงในบ่อทุกๆ 15 วัน ประมาณ 10-20 กก./บ่อ เพื่อช่วยสร้างความสดชื่นให้กับปลาได้

Picture

      ขึ้นปลามาต้องน็อคเย็นทันที (ในน้ำแช่น้ำแข็ง)

Picture

     เพื่อคุณภาพหลังน็อคเสร็จต้องรีบส่งแพปลารับซื้อให้ไว

Picture

     ออกซิเจนต้องพอและจำเป็นมากสำหรับปลากะพง

Picture

     บริเวณให้อาหารต่อบ่ออีกเทคนิคสำคัญ
          จนครบอายุในการจับปลา ที่ประมาณ 5-6 เดือน      โดยคุณโจ้บอกด้วยว่า สามารถวางแผนตั้งแต่การเลี้ยงมาเลยที่นิยมทำกันมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ แบบแรกจะเลี้ยงยาวไปเลยจนครบอายุการจับ  หรือแบบที่สองจะเริ่มจับปลาขายก่อน (รอบแรก) ที่อายุ 4 ½ เดือน  เลือกไซส์ 7-8 ขีด แล้วที่เหลือก็เลี้ยงต่อไปอีกประมาณเดือนครึ่งจึงจับขึ้นมาขายทั้งหมด ซึ่งอย่างหลังนี้พบว่าได้ผลดีทั้งในแง่คุณภาพของการเลี้ยงและราคาปลาที่ได้ ในบางช่วงที่ฟาร์มก็เลือกทำทั้งสองรูปแบบเช่นกัน เพราะโดยเฉลี่ยปลาที่ปล่อย 10,000 ตัว/บ่อ       สำหรับการเน้นปลาไซส์ไม่เกิน 1 กก. เป็นหลักซึ่งก็จะจับปลาขายได้เฉลี่ย 7-8 ตัน/บ่อ (ขึ้นอยู่กับฝีมือการเลี้ยงด้วย) และจากต้นทุนการผลิตหากคิดเฉพาะค่าอาหารก็อยู่ประมาณ 50 บาท/กก. เท่านั้น      ทว่าที่ฟาร์มเองเนื่องจากต้องจ้างทุกขั้นตอนก็ว่าได้จึงทำให้มีต้นทุนรวมอยู่ค่อนข้างสูง คือ ราว 80 บาท/กก.  พอเทียบกับราคาปลาในช่วงนี้ 80 บาท/กก. (ปลาเล็ก) และ 110-125 บาท/กก.  อาจทำให้เห็นส่วนต่างของรายได้ไม่ค่อยสูงเท่าไร แต่ก็จะมีช่วงราคาดี คือ 180-190 บาท/กก. ซึ่งตอนนั้นปลาทุกไซส์จะขายแบบคละกันได้เลย เช่น 6-9 ขีด/ตัว    ราคาเดียวกัน เพราะจากปกติแล้วปลากะพงมักขายกันแบบแยกตามไซส์ เช่น 6-8 ขีด/ตัว ราคาหนึ่ง 8-9 ขีด/ตัว ราคาหนึ่ง 9-10 ขีด/ตัว  ก็อีกราคาหนึ่ง เป็นต้น  และที่ยอดนิยมได้แก่ไซส์ 6-8 ขีด/ตัว หรือปลาจาน (ขึ้นโต๊ะจีน, ร้านอาหาร) ส่วนที่ตัวใหญ่-จัมโบ้ไปหรือตัวเล็กเกินก็จะขายยาก ดังนั้น ก่อนจับปลาทุกครั้งจึงต้องมีการถามออเดอร์ที่แน่นอนจากผู้รับซื้อจะดีที่สุด ซึ่งจากการเลี้ยงที่ผ่านมาแบบวางแผนไล่รุ่น (ห่างกัน 1 เดือน/รอบ) ได้ข้อสรุปว่า      การเลี้ยงด้วยอาหารเม็ดจะมีต้นทุนโดยรวมถูกกว่า เทียบกับ FCR จะอยู่ที่ 1.2-1.3  แต่ในขณะที่เหยื่อสดจะต้องใช้มากถึง 4-5 เท่า! ภายใต้น้ำหนักปลาที่ได้เท่ากัน ทั้งยังช่วยย่นระยะเวลาให้สั้นลงกว่า 1 เดือนได้ ปลาไม่ค่อยแตกไซส์มาก การจัดการง่ายและไม่ค่อยพบโรคอีกด้วย รวมทั้งหากคนเลี้ยงมีเทคนิคการจัดการที่ละเอียดมากขึ้นเท่าไร ก็จะทำให้ต้นทุนถูกลงอีกได้ แต่ในขณะที่ประสิทธิภาพก็จะไม่ลดลงตาม
          สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “ร้านโจ้การเกษตร” หรือคุณสุรเชษฐ์ ชุมศรี เลขที่ 19/5 หมู่ 11 ต.หลักสาม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร โทร.081-694-0324
 ที่มาข้อมูล-ไม่ลองไม้รู้ สำนักพิมพ์ นาคา มีเดีย จำกัด

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ