เปิดตลาดกลางฯแนวทางปลดพ่อค้าขูดรีด

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย…ดลมนัส  กาเจ  

 

        ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้ผลักดันและส่งเสริมให้มีการจัดตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตร เพื่อให้เป็นสถานที่ ให้เป็นศูนย์กลางให้ผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากมาซื้อขายสินค้าเกษตรในลักษณะขายส่ง โดยวิธีต่อรองราคากันเอง

          พลันที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้นโยบายในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจการค้าของประเทศด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นภายใน โดยเน้นให้เศรษฐกิจท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง และเชื่อมโยงการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านและเศรษฐกิจโลก ทำให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งดูเหมือนว่า น่าจะเป็นแม่งานหลักในการขับเศรษฐกิจท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง จึงได้ดำหนดกรอบการสร้างความเข็มแข็งระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น ภายใต้แนวคิด” Local Economy 4.0″ขึ้นมาและพอที่จะเห็นเป็นรูปธรรมที่ดำเนินการอยู่คือ”โครงการพัฒนาและยกระดับตลาดกลาง”

          ลักษณะเด่นของระบบเศรษฐกิจชุมชน หรือ Local Economy คือ เศรษฐกิจชุมชนจะไม่มุ่งเน้นการแข่งขัน แต่จะเน้นให้ความสำคัญกับความร่วมมือของคนในชุมชน และจะไม่มีการผูกขาดในกิจการใดๆ เกิดขึ้น ทั้งนี้เพราะชุมชนเป็นเจ้าของร่วมกัน  ดังนั้นในระบบเศรษฐกิจชุมชนจึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาความรวยกระจุกตัวอยู่เฉพําะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องเป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจชุมชน ที่จะเป็นการผสมผสานระหว่างตัวเลขทํางเศรษฐกิจกับตัวชี้วัดทางสังคม และตัวชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขของผู้คนในชุมชนนั้นๆ ด้วย

          นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า  เพื่อป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจการค้าของประเทศด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นภายใน โดยเน้นให้เศรษฐกิจท้องถิ่นมีความเข้มแข็งนั้น  ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้ผลักดันและส่งเสริมให้มีการจัดตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตร เพื่อให้เป็นสถานที่ ให้เป็นศูนย์กลางให้ผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากมาซื้อขายสินค้าเกษตรในลักษณะขายส่ง โดยวิธีต่อรองราคากันเอง

         ทั้งนี้จะช่วยให้เกษตรกรที่นำสินค้าเข้ามาขายในตลาดกลางขายสินค้าของตนเองสูงกว่าการซื้อขายในรูปแบบดั้งเดิมที่ผ่านพ่อค้าคนกลาง จะทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองราคาได้สูงขึ้นและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายการตลาดเหมือนกับอดีต ที่ต้องขายสินค้าที่ต้องผ่านคนกลางหลายขั้นตอน ทั้งนี้การจัดตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตร เพื่อให้เป็นกลไกในการพัฒนาการค้าให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

       สำหรับการพัฒนาตลาดกลางสินค้าเกษตร กรมการค้าภายในได้ดำเนินการส่งเสริมเพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าต่างๆ ในภูมิภาคโดยความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐภาคเอกชน และสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ตรงนี้ไม่เพียงแต่จะให้เกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่ายโดยตรงกับผู้ซื้ออย่างเดียว หากแต่ได้เสริมสร้างความรับรู้ ให้เกษตรกรได้ตระหนักถึงประโยชน์ในเรื่องของมาตรฐานคุณภาพสินค้าด้วย เพราะถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยยกระดับและขีดความสามารถในการแข่งขันและมาตรฐานในภาคการผลิตและการค้าสินค้าเกษตร เพื่อให้สินค้าเกษตรที่ซื้อขายในตลาดกลางต้ององมีมาตรฐานด้วย

         นอกจากนี้ ทางกรมการค้าภายในยังได้ส่งเสริมและพัฒนาตลาดกลาง ตลาดชุมชนเพื่อเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้มีการพัฒนาได้ระดับหนึ่ง เนื่องต้องยอมรับว่า ระบบตลาดกลางในปัจจุบันยังไม่เข้มแข็งพอ ทั้งระบบการบริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาตลาดกลางในแต่ละภูมิภาคให้เป็นช่องทางการตลาดที่มีศักยภาพ ฉะนั้นต้องพัฒนาแบบยั่งยืน เพื่อสามารถเชื่อมโยงกับตลาดชุมชนในท้องถิ่น ตลาดกลางในภูมิภาคอื่น และขยายการค้าในประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นตลาดที่สำคัญในอนาคต

         ดังนั้นการพัฒนาสินค้าตามความต้องการของตลาดให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องมีการส่งเสริมและพัฒนาระบบตลาดกลาง เพื่อสร้างความยั่งยืนต่อทุกภาคส่วน และให้การดำเนินงานภายใต้แนวคิด Local Economy ที่เชื่อมโยงต่อยอดการดำเนินงานในระบบห่วงโซ่อุปทานจากระดับชุมชนไปยังระดับภูมิภาคและเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้บังเกิดประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อการขยายตัวเศรษฐกิจการค้าของประเทศ

            นายบุณยฤทธิ์ กล่าวอีกว่า การดำเนินงาน ด้านการพัฒนายกระดับตลาดเป้าหมาย ซึ่งเป็นตลาดกลางผักและผลไม้ ที่อยู่ในความส่งเสริมของกรมการค้าภายในให้ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพนั้น  อย่างน้อยเราต้องสำรวจและวิเคราะห์โอกาสทางการตลาด (Market Opportunity Analysis) ของตลาดกลางสินค้าเกษตร ที่กรมการค้าภายในส่งเสริมจำนวน 19 แห่ง โดยใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ เช่น SWOT Analysisหรือวิธีอื่นๆ พร้อมเสนอแนวทางและแผนการพัฒนาส่งเสริมตลาดกลางฯ แต่ละตลาดแต่ละพื้นที่ ทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว นอกจากนี้ต้องศึกษา วิเคราะห์แนวทาง รูปแบบ และระเบียบ ข้อบังคับ การนำเข้าและส่งออกสินค้าการดำเนินการทางการค้าเพื่อเชื่อมโยงการค้าไปยังตลาดต่างๆ ในภูมิภาคและตลาดประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมจัดทำหลักเกณฑ์และคัดเลือกตลาดกลางเป้าหมาย จำนวนอย่างน้อย 6 แห่งเพื่อจัดทำประชาสัมพันธ์และวางแผนพัฒนาศักยภาพตลาดให้ได้มาตรฐานในโอกาสต่อไป

          นอกจากนี้ยังมีการ จัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างน้อย 1 ประเทศ โดยเลือกตลาดที่ได้รับการคัดเลือกเป็นเวทีในการเจรจาจับคู่ธุรกิจ โดยเชิญผู้สนใจ อาทิเช่น ผู้ประกอบการตลาดกลางเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรชุมชน (Farm Outlet) และสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่อยู่ในความส่งเสริมของกรมการค้าภายในเข้าร่วมในการเจรจาด้วยรวมทั้งพาผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องศึกษาดูงานตลาดประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ในการค้าขายต่อกัน จำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน อย่างน้อย 1 ครั้ง พร้อมจัดทำผลสรุปการจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) พร้อมทั้งสรุปปัญหา/อุปสรรค และสรุปข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา ทั้งแนวทางในการพัฒนาและส่งเสริมการค้า อาทิเช่นผู้ประกอบการตลาดกลางเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรชุมชน (Farm Outlet)และสินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นต้น

         “การจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) กับประเทศเพื่อนบ้าน คณะของกรมการค้าภายในของเราไปศึกษางานเพื่ออพัฒนาและยกระดับตลาดกลาง ตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาระบบตลาดกลางในภูมิภาครองการค้าที่ประเทศเพื่อนบ้าน ณ กรุงย่างกุ้ง สาธารณะรัฐแห่งสหภาพเมียนมา คณะเดียวกันทางเมียนมา ได้มาศึกษาดูงานในบ้านระหว่างวันที่ 8-10 ตุลาคม 2560”อธิบดี กรมการค้าภายใน กล่าว

            ล่าสุดกรมการค้าภายใน จับมือศูนย์การศึกษาระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจัดกิจกรรม กิจกรรมจับคู่เจรจำธุรกิจ (Business Matching)เพื่อพัฒนาและยกระดับตลาดกลางตามโครงการพัฒนาระบบตลาดภูมิภาครองรับตลาดประเทศเพื่อนบ้าน” เมื่อ วันที่10 ตุลาคม 2560 ณ โรงแรมเอเชียแอร์พอร์ต อ.ลาลูกกา จ.ปทุมธานีว่า เพื่อเปิดช่องทางการพบปะเจรจากันโดยตรง ระหว่างนักธุรกิจไทยและนักธุรกิจเมียนมาร์ รวมถึงการรวบรวมข้อมูล การบริโภค และความต้องการผักผลไม้ของทั้งสองประเทศ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการกาหนดนโยบายส่งเสริม และสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศต่อไป

            สอดคล้องกับนายวรพันธ์ ประเสริฐยิ่ง ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร 1 กรมการค้าภายใน ที่ได้สะท้อนบนเวทีระหว่างเปิดงาน”กิจกรรมจับคู่เจรจำธุรกิจ” ว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อเปิดช่องทางการพบปะเจรจากันโดยตรง ระหว่างนักธุรกิจไทยและนักธุรกิจเมียนมาร์ รวมถึงการรวบรวมข้อมูล การบริโภค และความต้องการผักผลไม้ของทั้งสองประเทศ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการกาหนดนโยบายส่งเสริม และสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศต่อไป

         ขณะที่ รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในฐานะที่ปรึกษาโครงการพัฒนาและยกระดับตลาดกลาง กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ มองว่า ภายใต้โครงการ” Business Matching” ต้องมองว่า ในอาเซี่ยนนั้น ต้องมีการซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในเรื่องผลไม้ที่ไทยมีความหลากหลาย  จำเป็นต้องหาตลาด เพื่อที่จะไปขายในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพที่มากพอ ที่สำคัญประเทศเพื่อนบ้านชื่นชอบกับผลไม้ไทยอยู่แล้ว อย่างเมียนมาร์ ก็ปลูกผลไม้เยอะเช่นกัน ฉะนั้นบางฤดูที่ไทยไม่ผลไม้ควรนำเข้าจากเพื่อนบ้าน ขณะที่เพื่อนบ้านไม่ต้องส่งออกไป ล่าสุดประเทศเมียนมาร์น่าจับตามองหลังจากที่เมียนมาร์ กำลังทำตลาดขายส่งผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ อยู่ห่างจากย่างกุ้ง 20 กม.ชื่อตลาด”ตะยิงกอง” จะใช้ Model ของประเทศไทย ไปทำตลาดในอนาคต

           อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้า 1 วัน ผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรประเทศเมียนมาร์เข้าดูงานที่ตลาดไท ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ด้วย รศ.ดร.อัทธ์ เป้นผู้นำไปดู ระหว่างนั้น รศ.ดร.อัทธ์ กล่าวว่า  ตามที่รัฐบาลมีนโยบายปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจการค้าของประเทศ ที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศ และเชื่อมโยงการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านและเศรษฐกิจโลก ภายใต้แนวคิด Local Economy  นั้น ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้ผลักดันและส่งเสริมให้มีการจัดตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตร เพื่อให้เป็นสถานที่ที่เป็นศูนย์กลางให้ผู้ซื้อผู้ขายจำนวนมากมาซื้อขายสินค้าเกษตรในลักษณะขายส่ง โดยวิธีต่อรองราคา ช่วยให้เกษตรกรที่นำสินค้าเข้ามาขายในตลาดกลางขายสินค้าของตนสูงกว่าการซื้อขายในรูปแบบดั้งเดิม ที่พ่อค้าคนกลางมารับซื้อจากเกษตรกรในแหล่งผลิต เพราะเกษตรกรมีอำนาจต่อรองราคาได้สูงขึ้น เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายการตลาดจากการที่สินค้าต้องผ่านคนกลางหลายขั้นตอนนั่นเอง

          “ การพัฒนาตลาดกลาง กรมการค้าภายใน ได้ดำเนินการส่งเสริมตลาดกลางให้เป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าต่างๆ ในภูมิภาค โดยความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐภาคเอกชน และสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง โดยสร้างความรับรู้ให้ตระหนักถึงประโยชน์ของมาตรฐานคุณภาพของสินค้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและมาตรฐานในภาคการผลิตและการค้าสินค้าเกษตร และเพื่อให้สินค้าเกษตรที่ซื้อขายในตลาดกลางมีมาตรฐานสินค้า   นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ส่งเสริมและพัฒนาตลาดกลาง ตลาดชุมชน เพื่อเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้มีการพัฒนาได้ระดับหนึ่งด้วย” รศ.ดร.อัทธ์ กล่าว

          อย่างไรก็ตาม  เพื่อพัฒนาและยกระดับตลาดกลางสินค้าเกษตร เขา บอกว่า  เป้าหมายคือให้สามารถเชื่อมโยงไปยังตลาดต่างๆ ในภูมิภาคและตลาดประเทศเพื่อนบ้าน อันจะช่วยเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้กับเกษตรกรและ SMEs ในภาคการค้าสินค้าผักและผลไม้ได้มีโอกาสขยายตลาดมากยิ่งขึ้นมีศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตผักและผลไม้ที่ผลิตในประเทศและจากประเทศเพื่อนบ้าน  เพื่อกระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนและรายได้แก่ประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน

           กระนั้นการดำเนินงานในการพัฒนายกระดับตลาดเป้าหมายซึ่งเป็นตลาดกลางผักและผลไม้ ที่อยู่ในความส่งเสริมของกรมการค้าภายใน ให้ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพ อย่างน้อย 6 แห่ง เพื่อจัดทำประชาสัมพันธ์และวางแผนพัฒนาศักยภาพตลาดให้ได้มาตรฐานในโอกาสต่อไป 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ