จับตาพม่าตลาดใหญ่ส่งผลไม้หลังเปิด”ตะยิงกอง”

  •  
  •  
  •  
  •  


กรมการค้าภายใน จับมือศูนย์การศึกษาระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย ขับเคลื่อนกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ ไทย – เมียนมาร์ เพื่อพัฒนาและยกระดับตลาดกลางตามโครงการพัฒนาระบบตลาดภูมิภาครองรับตลาดประเทศเพื่อนบ้าน หวังปลดแอกพ่อค้าคนกลาง ให้ผู้ประกอบการ เกษตรสามารถเจรจาต่อรองราคาอย่างเสรี “อัทธ์ พิศาลวานิช” ชี้พม่าน่าสนใจหลังเปิดตลาดกลางสินค้าผลไม้ขนาดใหญ่”ตะยิงกอง”ชานกรุงย่างกุ้ง ที่สามารถรองรับผลไม้ได้จำนวนสมาก

            นายวรพันธ์ ประเสริฐยิ่ง ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร 1 กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กว่าวระหว่างเปิดงาน”กิจกรรมจับคู่เจรจำธุรกิจ (Business Matching)เพื่อพัฒนาและยกระดับตลาดกลางตามโครงการพัฒนาระบบตลาดภูมิภาครองรับตลาดประเทศเพื่อนบ้าน” เมื่อ วันที่10 ตุลาคม 2560 ณ โรงแรมเอเชียแอร์พอร์ต อ.ลาลูกกา จ.ปทุมธานีว่า ตามที่รัฐบาล มีนโยบายปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจการค้าของประเทศ โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน และเชื่อมโยงการค้ากับนานาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเพื่อนบ้านของไทย ภายใต้แนวคิด Local Economy ที่มุ่งส่งเสริมการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับการประกอบธุรกิจ และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี( SMEs) ในแต่ละท้องถิ่น ให้สามารถขยายตลาดได้ รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงสู่ประเทศเพื่อนบ้านเป็นสาคัญ ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ผลักดันและส่งเสริม ให้มีการจัดตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตร เพื่อให้เป็นสถานที่ศูนย์กลาง ให้ผู้ซื้อผู้ขายจานวนมาก มาซื้อขายสินค้าเกษตรในลักษณะขายส่ง โดยวิธีต่อรองราคา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ให้สามารถขายผลผลิตได้โดยตรง และขายได้ในราคาที่สูงขึ้น

           ฉะนั้นเพื่อให้การดาเนินงานภายใต้แนวคิด Local Economy ที่ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงระบบห่วงโซ่อุปทาน จากระดับชุมชนไปยังระดับภูมิภาค และต่อยอดเชื่อมโยง ไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน จึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนากลไกการเชื่อมโยงในทุกระดับ ตลอดจนขับเคลื่อนการสร้างความร่วมมือด้านการค้า ระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งเป็นมิตรประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกัน มีความสัมพันธ์ทางด้านสังคม และกิจกรรมการค้าระหว่างกันมาช้านาน กอรปกับสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากเม็ดเงินลงทุนจากนานาประเทศที่หลั่งไหลเข้าสู่เมียนมา ส่งผลให้ภาคการผลิตและการบริโภคของเมียนมาขยายตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคการผลิตและการบริโภคสินค้าเกษตรและอาหาร

           ด้วยเหตุนี้ทางกรมการค้าภายใน จับมือศูนย์การศึกษาระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ ไทย – เมียนมาร์ขึ้น เพื่อเปิดช่องทางการพบปะเจรจากันโดยตรง ระหว่างนักธุรกิจไทยและนักธุรกิจเมียนมา รวมถึงการรวบรวมข้อมูล การบริโภค และความต้องการผักผลไม้ของทั้งสองประเทศ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการกาหนดนโยบายส่งเสริม และสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศต่อไป

         สาหรับผู้ประกอบการจากเมียนมาที่มาในครั้งนี้ประกอบด้วย เกษตรกร และผู้นาเข้าส่งออกผัก ผลไม้ และสินค้าเกษตรต่างๆ ในส่วนของผู้ประกอบการไทยประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกร ผู้ส่งออกผลไม้สด และผลไม้แปรรูป ได้แก่ มะม่วง มะพร้าว เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง และมะขามหวาน และตลาดกลางผักและผลไม้ของไทย การจัดงานในครั้งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าร่วมการจับคู่เจรจาธุรกิจทุกท่าน จะได้รับประโยชน์จากการจัดงานในวันนี้ และขออานวยพรให้กิจการค้าของทุกท่านเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป

                                                                             อัทธ์ พิศาลวานิช

          ด้าน รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในฐานะที่ปรึกษาโครงการพัฒนาและยกระดับตลาดกลาง กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การดำเนินโครงการ กิจกรรม” Business Matching” ต้องตอบโจทย์ 3-4 โจทย์ด้วยกันคือ1.ภายใต้การเป็นอาเซี่ยน ต้องมีการซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน,2.ประเทศไทยเรามีผลไม้ที่หลากหลายจำนวนมาก จำเป็นต้องหาตลาด เพื่อที่จะไปขายในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพที่มากพอ ที่สำคัญประเทศเพื่อนบ้านชื่นชอบกับผลไม้ไทยอยู่แล้ว อย่างเมียนมาร์ ก็ปลูกผลไม้เยอะเช่นกัน แต่รสชาติสู้ของไทยไม่ได้ไม่ว่า เงาะ มังคุด ขณะที่ลำไยประเทศเมียนมาร์ไม่สามารถจะปลูกได้ ฉะนั้นผลไม้ 3 ชนิด คือ Product Champion ที่จะทำตลาดในประเทศเมียนมาร์ได้

          ส่วนสินค้าของเมียนมาร์ที่จะทำตลาดในประเทศไทยได้ มีทั้งรสชาติ และรูปลักษณ์ ที่ประเทศไทยไม่มีคือผลขนาดใหญ่น้ำหนัก 10-15 กก. และขนาด 6-10 กก.ที่เมียนมาร์ส่งขายที่ประเทศจีนประมาณ 70% ก็น่าจะมาทำตลาดในบ้านเราได้ เช่นเดียวกับมะม่วงคือพันธุ์ “เซ่งตะโลง”แปลเป็นไทยคือ “มะม่วงเพชรน้ำหนึ่ง” ก็สามารถทำตลาดในไทยได้เช่นกัน

         3.ด้วยความหลากหลายของผลไม้ในภูมิภาคอาเซียน บางช่วง บางเดือนที่ผลไม้ไทยไม่มีผลผลิตก็เป็นโอกาส ที่จะนำผลไม้จากเพื่อนบ้านเข้ามาขายได้  หรือบางช่วงที่ผลไม้ในประเทศเพื่อนบ้านไม่มี ไทยสามารถส่งไปขายในประเทศเพื่อนบ้านได้

         โจทย์สุดท้าย ต้องมองว่าประเทศเพื่อนบ้านในขณะนี้ โดยเฉพาะเมียนมาร์ กำลังทำตลาดขายส่งผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ อยู่ห่างจากย่างกุ้ง 20 กม.ชื่อตลาด”ตะยิงกอง” มีขนาดประมาณการณ์ ครึ่งหนึ่งของตลาดไท เพราะฉะนั้นเมียนมาร์เองอยากจะใช้ Model ของประเทศไทย ไปทำตลาด ซึ่งโอกาสนี้เป็นโอกาสที่ดี ที่จะเชื่อมโยงในการจับคู่ธุรกิจ ระหว่างผลไม้ไทยและผลไม้ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งดำเนินการโดยกรมการค้าภายในเป็นผู้ดำเนินการเอง

         “วันนี้มีการนำนักธุรกิจผลไม้จากพม่า เข้ามาจับคู่กับผู้ประกอบการและเกษตรกรของไทย หลังจากที่ครั้งแรกเคยจัดมาแล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนพบนักธุรกิจพม่าให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ครั้งแรกมีนักธุรกิจจากเมียนมาร์ เข้ามาประชุม  23 ท่าน วันนี้เราให้โควตาแค่ 5 คนเท่านั้นเอง นี่เป็นเพียงก้าวแรกและก้าวที่สำคัญที่จะทำการเชื่อมโยงตลาดซื้อขายผลไม้ซึ่งกันและกัน เป็นการจับคู่ธุรกิจของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต และการที่นักธุรกิจพม่าให้ความสนจะพราะนี่ เป็นหนึ่งในนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของ นางอองซาน ซูจี ประธานที่ปรึกษารัฐบาลเมียนมาร์ คือการทำตลาดกลาง โดยส่งทีมงานเข้ามาศึกษาตลาดกลางผลไม้ของไทย2-3 ครั้งแล้ว และที่เห็นเป็นรูปธรรมที่ตลาดที่เกิดคือตะยิงกองนั่นเอง” รศ.ดร.อัทธ์ กล่าว