อีกหนึ่งภารกิจสร้างมิติใหม่”ชาวนาไทย 4.0”

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย…ดลมนัส  กาเจ

           “ปัจจุบันคำว่าไทยแลนด์ 4.0 กำลังเป็นที่พูดถึงในสังคม ซึ่งหัวใจหลักของไทยแลนด์ 4.0นั้นคือ ต้องเปลี่ยนจาก ทำมากได้น้อย มาเป็น ทำน้อยได้มาก เช่นเดียวกับเกษตร 4.0 ต้องเปลี่ยนจากการทำแบบดั้งเดิม เป็นการทำเกษตรสมัยใหม่หรือ ที่เรียกว่า Smart Farmer ด้วยการนำนวัตกรรมบวกกับความคิดสร้างสรรค์”

          ผ่านไปแล้วการสัมมนาสัญจร 3 เวที 3 จังหวัด” พิษณุโลก –ขอนแก่น-ยโสธร”  ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม และต้นกันยายน ที่ผ่านมา ภายใต้หัวข้อ“เกษตรก้าวไกล ชาวนาไทย 4.0+”  จัดโดยบริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกรมการข้าว และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เพื่อเป็นการสร้างเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการทำเกษตรยุคใหม่ที่เราจะพัฒนาเกษตรกรไทย สู่การเป็น Smart Farmer ด้วยการแนะแนวทางการปลูกข้าวให้ได้มูลค่าสูงตลอดจนการแปรรูปข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่เกษตรกร เสมือนหนึ่งเป็นการเสริมพลังและความแข็งแกร่งให้ชาวนาไทยก้าวสู่ยุค 4.0 อย่างยั่งยืนนั่นเอง

          ถืออีกก้าวหนึ่งของภาครัฐ เอกชน และสถานการเงินของรัฐ ที่ช่วยเหลือเกษตรกร ได้เดินสายขับเคลื่อนให้ความรู้เกี่ยวกับเกษตรกรรมยุคใหม่ ให้สอดคคลองกับสภาพความเป็นจริงของสากลโลกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ต่างมองวันว่า ในปี 2050 หรือกว่า 30 ปีในอนาคต ที่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) คาดคะเนว่า ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 7,600 ล้านคนในปัจจุบันเป็น 9,800 ล้านคน อาจจะก่อให้เกิดความไม่มั่นคงด้านอาหาร ภาคการเกษตรอันแหล่งที่มาของอาหารส่วนใหญ่ต้องได้การพัฒนาให้ทำในปริมาณพื้นที่น้อย แต่ได้ปริมาณและคุณภาพมากขึ้น เนื่องเพราะพื้นการเกษตรอาจถูกคุกคามจากสังคมเมืองที่ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

          นายโอภาศ ธันวารชร กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโสบริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่าตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายในการขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของไทยให้เป็น”เกษตรกรรม 4.0” ทั้งการเสริมสร้างทักษะและศักยภาพเกษตรกรพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานสินค้าเกษตรและเพิ่มมูลค่าด้วยผลงานวิจัยและนวัตกรรม ให้สามารถแข่งขันได้รวมทั้งการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์มากขึ้น

          ปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ กรมการข้าวจัดงานสัมมนาในหัวข้อ “โลกเปลี่ยนไว ชาวนาไทยต้องปรับ” ขึ้นเพื่อเปิดเป็นเวทีระดมความคิดเห็นหาแนวทางพัฒนาส่งเสริมคุณภาพชีวิตชาวนาไทยให้เข้มแข็งรวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันข้าวไทยในตลาดโลกและนำความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆไปปรับปรุงการทำนาของเกษตรกรไทยโดยมีเกษตรกรจากทั่วประเทศเดินทางมาเข้าร่วมงานสัมมนาเป็นจำนวนมาก

          ในปีนี้ทางบริษัทฯ ได้สานต่อโดยจัดงานสัมมนาในระดับภูมิภาคจัดขึ้นที่ จังหวัดพิษณุโลก ขอนแก่น และยโสธรมุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมงานสัมมนาได้เปิดมุมมองใหม่ในการทำเกษตรกรรมผสมผสานองค์ความรู้ในการเพาะปลูกเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร รวมไปถึงการเล็งเห็นความสำคัญของการทำเกษตรแบบกลุ่มผ่านตัวแทนผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านข้าวจากหลากหลายภาคส่วนที่จะร่วมแบ่งปันความรู้และมุมมองการทำเกษตรในหลากหลายประเด็นเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง Smart Farmerอันเป็นพลังสำคัญที่จะร่วมกันขับเคลื่อนภาคการเกษตรของไทยให้พัฒนาเข้าสู่มาตรฐานสากลต่อไป

          “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สยามคูโบต้าได้ทำการศึกษาและทดลองวิธีการที่จะเป็นแนวทางในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของประเทศ เพื่อช่วยให้เกษตรกรทำเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย“KUBOTA (Agri) Solutions” เกษตรครบวงจรด้วยการนำนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรและนวัตกรรมการเพาะปลูกที่มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเพื่อช่วยเกษตรกรในการลดต้นทุน เพิ่มปริมาณผลผลิต และรายได้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้ดีขึ้นและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนนำความรู้และวิธีการเพาะปลูกข้าวที่มีคุณภาพนั้น มาจัดทำเป็นปฏิทินความรู้เรื่องข้าวสำหรับนำมาแจกให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศเพื่อให้เกษตรกรได้นำไปปรับใช้ในพื้นที่ต่อไป”  นายโอภาศ กล่าว

         ด้าน ดร. ธนาวิชญ์ จินดาประดิษฐ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แอทไวสคอนซัลติ้ง จำกัดและที่ปรึกษาด้านการพัฒนาด้านการเกษตรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและเกษตร 4.0 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงเนื้อหาส่วนหนึ่งในการสัมมนาหัวข้อ “เกษตร 4.0” ว่า ปัจจุบันคำว่าไทยแลนด์ 4.0 กำลังเป็นที่พูดถึงในสังคม ซึ่งหัวใจหลักของไทยแลนด์ 4.0นั้นคือ ต้องเปลี่ยนจาก ทำมากได้น้อย มาเป็น ทำน้อยได้มาก เช่นเดียวกับเกษตร 4.0 ต้องเปลี่ยนจากการทำแบบดั้งเดิม เป็นการทำเกษตรสมัยใหม่หรือ ที่เรียกว่า Smart Farmer ด้วยการนำนวัตกรรมบวกกับความคิดสร้างสรรค์

          โดยมีวัตถุประสงค์ในการทำ คือ ทำน้อยได้มากหากเกษตรกรยังทำในรูปแบบเดิมๆ ที่จะต้องเปลี่ยนวิธีการในการทำใหม่ ศึกษาข้อมูลความต้องการของตลาด แล้วหาช่องทางในการตอบโจทย์โดยอาศัยความรู้ ความคิดสร้างสรรค์จากคนรุ่นใหม่และนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยเกษตรกรรมจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่คนไทยควรสานต่อ และพัฒนาสู่การเป็น Smart Farmer

         สำหรับในช่วงบ่ายมีการเสวนาในหัวข้อ “เกษตรก้าวไกลชาวนาไทย 4.0 +” โดยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เปิดการเสวนาในประเด็นประเทศไทยมีพันธุ์ข้าวที่ตอบโจทย์ตลาดในเมืองไทยและโลกอย่างไรบ้าง?โดย ดร.อัจฉราพร ณ ลำปาง เนินพลับ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษกรมการข้าว

         ส่วนนายไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผักไหมจังหวัดศรีสะเกษ ได้สะท้องถึงการรวมกลุ่มของชุมชนและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ว่า พื้นที่ของชุมชนผักไหมปลูกข้าวหอมมะลิผลิตภัณฑ์หลักของคือการทำเมล็ดพันธุ์ข้าวมีบางส่วนผลิตเป็นข้าวอินทรีย์และแปรรูปเป็นข้าวสารอินทรีย์น้ำนมข้าวอินทรีย์ และไปผสมกับถั่วเหลืองซึ่งชุมชนปลูกเป็นพืชหลังนาช่วงแรกผลิตภัณฑ์ของชุมชนยังไม่เป็นที่รู้จัก เนื่องจากตลาดยังไม่รู้จักเราแต่กว่าจะทำมาได้ขนาดนี้ต้องใช้เวลาพอสมควรในการผลิตให้ได้คุณภาพและมาตรฐานที่ตลาดยอมรับและสามารถนำผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้

         ขณะที่ ผศ.ดร.เกรียงไกร แก้วตระกูลพงษ์ ภาควิชาเกษตรกลวิธานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เล่าถึงนวัตกรรมสำหรับการเพาะปลูกข้าวที่จะช่วยให้เกษตรกรทำนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ว่า “ตอนนี้เราเหมือนเป็นSmart Phone Farmer เราจะโทรสั่งงาน จ้างงานเยอะเกินไปอะไรที่เคยทำได้เองก็ไม่ได้ทำ ต้นทุนจะสูงขึ้นตามความท้าทายต่างๆเราจำเป็นต้องนำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องเป็น SmartAgriculture หรือ การทำเกษตรแบบชาญฉลาด โดยแยกคำว่า SMARTออกเป็น S คือ Sensor ซึ่งเป็นเรื่องของอุปกรณ์รับสัญญาณวัดสัญญาณต่างๆ เราส่งเข้าไปประมวลผล Machine Missionเป็นอุปกรณ์คล้ายๆ ดวงตา ที่สามารถมองทะลุเข้าไปในผลผลิตโดยการถ่ายภาพที่ตัวผลผลิต แล้วสามารถได้ข้อมูลเกี่ยวกับขนาด น้ำหนักหรือปริมาณน้ำตาลในผลผลิตผลนั้นๆ ทำหน้าที่คล้ายๆ เครื่อง X-ray”

          ผศ.ดร.เกรียงไกร  ระบุอีกว่า การตอบโจทย์เรื่องการขาดแคลนแรงงาน หรือแรงงานขาดทักษะจะเป็นระบบ Autonomous การควบคุมอัตโนมัติหรือการทำงานของเครื่องจักรกลการเกษตรอัตโนมัติ และเรื่อง Remoteand Micro sensing การตรวจสอบระยะไกลในการประเมินผลผลิตโดยการใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมหรือการใช้ภาพถ่ายจากอากาศเข้ามาช่วย ปัจจุบันเรามีเครื่องบินเล็ก หรือโดรน ซึ่งเป็นการตรวจสอบระยะใกล้ขึ้นบินสำรวจ และสุดท้ายเราต้องมีหลักคิด คือ Technology for lifeซึ่งจะประกอบด้วยการทำเกษตรแบบแม่นยำ หรือ Precision Agricultureเป็นการทำเกษตรแบบประณีต ถัดมาเป็นเรื่องเกษตรในเมืองหรือเป็นเรื่องการใช้ของเสีย และเกษตรปลอดภัย เป็นต้น

         ดังนั้นการจัดสัมมนา “เกษตรก้าวไกล ชาวนาไทย 4.0+” นับเป็นการประสานความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ในการแบ่งปันองค์ความรู้ตลอดจนความพร้อมในการใช้วิธีการและนวัตกรรมใหม่ๆในการทำเกษตรกรรมเพื่อช่วยสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่เกษตรกรถือเป็นการร่วมกันสร้างแนวทางในการช่วยขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย ให้มีความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นเกษตร 4.0ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืน

          นับเป็นก้าวสำคัญที่ทั้ง 3 องค์กรได้จับมือขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับภาคการเกษตรให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำพาภาคเกษตรไทยสู่”เกษตร 4.0”ได้อย่างแท้จริง

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ