ค้านหัวชนฝาเลิก“พาราควอต”ชี้พังกว่าแสนล้าน

  •  
  •  
  •  
  •  


สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เปิดผลสำรวจรับฟังความเห็นเกษตรกร-นักวิชาการ 7 ครั้ง  ยืนยันคัดค้านยกเลิกใช้สารเคมีฆ่าหญ้า”พาราควอต”  ชี้ทำให้ผลผลิตพืชเศรษฐกิจสูญเสียมูลค่าปีละกว่า 1 แสนล้านบาท ระอ้อย กระทบหนัก ต้นทุนเพิ่มขึ้ถึง 2,200%

          วันที 21 ก.ย.60 – นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เปิดเผยที่ที่ โรงแรมDc’Moc กรุงเทพฯว่า  ตามที่คณะกรรมการขับเคลื่อนสารป้องกันกำหนดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง กระทรวงสาธารณสุข เสนอคณะกรรมการวัตถุอันตราย ให้ยกเลิกการใช้สารกำจัดวัชพืชพาราควอต ซึ่งเป็นยาปราบศัต ตรูพืช หรือ ยาฆ่าหญ้า ที่เกษตรกรไทยใช้กันมานานกว่า 50 ปี โดยให้เหตุผลเรื่องปัญหาสุขภาพนั้น ทางสมาพันธ์ฯ ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจาก นักวิชาการ เกษตรกร ผู้เชียวชาญที่มีระสบการณ์ด้านการเกษตร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ทั่วประเทศจำนวน 7 ครั้ง

          ทั้งนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า สมาพันธ์ฯไม่เห็นสมควรยกเลิกการใช้สารพาราควอต เพราะมีความสำคัญกับเกษตรกรทั้งผู้เพาะปลูก พืชไร่ พืชสวน ที่ใช้สารพาราควอตในการกำจัดวัชพืช จำนวนมาก หากให้เลือกเฉพาะพืชเศรษฐกิจ ที่มีการส่งออก และสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจไทย ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวโพดหวาน มีมูลค่ารวมประมาณ 442,600 ล้านบาท ต้นทุนรวมจะเพิ่มขึ้น 39,794 ล้านบาท/ปี หรือ ผลผลิตลดลงรวมมูลค่า 112,435 ล้านบาท/ปี

           แบ่งเป็น อ้อย มูลค่าผลผลิตรวม 1  แสนล้านบาท/ปี หากมีการยกเลิกการใช้สารพาราควอต ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น 2,200% จาก 135 บาท เป็น 3,200 บาท และหากไม่ใช้สารกำจัดวัชพืช ผลผลิตอ้อยจะลดลง 20% หรือ 22 ล้านตัน/ปี จากผลผลิตรวมประมาณ 110 ล้านตัน/ปี หรือสูญเสียมูลค่าผลผลิตอ้อยประมาณ 22,000 ล้านบาท/ปี อันส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลเป็นมูลค่า 250,000 ล้านบาท , ข้าวโพดหวาน มูลค่าผลผลิตรวม 3,600 ล้านบาท ต้นทุนจะเพิ่มทันที่ 1,500% จากต้นทุน 132 บาท เพิ่มเป็น 2,100 บาท หรือต้นทุนเพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท แต่หากไม่ใช้สารกำจัดศัตรูพืช ผลผลิตข้าวโพดหวานจะลดลง 100% หรือมูลค่าผลผลิตเหลือ 0 ล้านบาททันที

         ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มูลค่าผลผลิตรวม 28,000 ล้านบาท/ปี หากเลิกใช้สารพาควอต ต้นทุนจะเพิมขึ้น 1,500% จาก 132 บาทเพิ่มเป็น 2,100 บาท หรือต้นทุนเพิ่มขึ้นรวม 13,723 ล้านบาท/ปี ถ้าไม่ใช้สารกำจัดวัชพืช ผลผลิตจะลดลง 40% หรือผลผลิตลดลง 1.9 ล้านตัน/ปี จากผลผลิตรวม 4.1 ล้านตัน/ปี คิดเป็นมูลค่าที่สูญเสียไป 12,977 ล้านบาท/ปี และยังส่งผลต่อเนื่องถึงอุตสาหกรรมอาหารสัตว์อีกด้วย

          มันสำปะหลัง มูลค่าผลผลิตรวม 57,000 ล้านบาท ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น 802% จาก 166 บาทเพิ่มเป็น 1,500 บาท ต้นทุนเพิ่มรวม 11,519 ล้านบาท/ปี หากไม่ใช้สารกำจัดวัชพืชผลผลิต จะลดลง 40% หรือ 12.6 ล้านตัน/ปี จากผลผลิตทั้งปีประมาณ 31.2 ล้านตัน/ปี หรือมูลค่าผลผลิตจะหายไปทันที 23,058 ล้านบาท/ปี

         ปาล์มน้ำมัน มูลค่าผลผลิตรวม 44,000 ล้านบาท ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น 148% จากต้นทุน 290 บาทเพิ่มเป็น 430 บาท หรือมูลค่า 1,940 ล้านบาท หากไม่ใช้สารกำจัดวัชพืชผลผลิตจะลดลง 20% คิดเป็นผลผลิตที่หายไป 2.2 ล้านตัน หรือ มูลค่าผลผลิตจะหายไปรวม 8,800 ล้านบาท/ปี และ ยางพารา มูลค่าผลผลิต 210,000 ล้านบาท หากเลิกใช้พาราควอตต้นทุนจะเพิ่มขึ้นทันที 148% จาก 290 บาท เป็น 430 บาท หรือต้นทุนเพิ่มขึ้นทันที 8,410 บาท/ปี และหากไม่ใช้ยากำจัดวัชพืช ผลผลิตจะลดลงทันที 20% หรือผลผลิตหายไป 0.9 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าผลผลิตที่สูญเสียไป 42,000 ล้านบาท/ปี

        นายสุกรรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากสมาพันธ์จะดำเนินการสำรวจความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญแล้ว ในส่วนของกรมวิชาการเกษตร (กวก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้ให้ใบอนุญาตนำเข้า และการขึ้นทะเบียนสารเคมีในประเทศไทยได้ตรวจสอบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ 4ด้าน ได้แก่ 1.การทบทวนค่าพิษวิทยา 2.การห้ามใช้ในประเทศต่างๆด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ 3.การปฏิบัติภายใต้อนุสัญญาประชาคมโลก ข้อ 4.ผลการรับฟังความเห็น โดย นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดี กรมวิชาการเกษตร .ได้สรุปผลการตรวจสอบและยืนยัน ว่า สารพาราควอต ยังสามารถใช้ได้ไม่เป็นอันตราย หากใช้ภายใต้การควบคุม และ ทางกรมวิชาการเกษตร  จะนำเสนอผลการตรวจสอบไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อเร่งรัดให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายประชุมให้เกิดความชัดเจนต่อไป

         ส่วนกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขออกมาระบุว่า พาราควอต เป็นสาเหตุให้เกิดโรคพาร์กินสันนั้น โรงพยาบาลรามาธิบดี ยืนยันว่า สารพาราควอตไม่ได้เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน และโรคหนังเน่า แต่อย่างใด และกรณีถูกผิวหนังหากปฏิบัติถูกต้องใช้ตามวิธีการใช้ตามที่ฉลากกำหนดจะไม่เกิดปัญหาแต่อย่างใด

         อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสารพาราควอต มีขึ้นทะเบียนการใช้มากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีความเข้มงวดในเรื่องของการอนุญาตให้ใช้สารเคมี อาทิ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และ ญี่ปุ่น เป็นต้น และผู้ส่งออกในต่างประเทศยอมรับการเพาะปลูกโดยใช้สารพาราควอต ว่ามีความปลอดภัย โดยสารพาราควอตไม่ได้อยู่ในบัญชีสารเคมีเฝ้าระวัง หรือ มีมาตรการพิเศษของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แต่อย่างใด

         ด้านนายอุทัย สอนหลัก ประธานภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สยยท.) กล่าวว่า   แม้ว่าหลายประเทศจะมีการยกเลิกแล้วก็ตาม และในการที่รัฐบาลไทยจะยกเลิกยาฆ่าหญ้าพาราควอตนั้น ขอเสนอให้รัฐบาลมีการทบทวนและไตร่ตรองถึงประโยชน์และโทษในแง่วิชาการอย่างรอบคอบก่อนที่จะออกคำสั่งยกเลิก

         กรณีมีความจำเป็นที่จะยกเลิกควรจะต้องยกเลิกสารเคมียาฆ่าหญ้า/ ยาฆ่าแมลงอีกกว่า 20 ชนิดที่มีสารพิษใกล้เคียงกันด้วย และควรยกเลิกการสั่งซื้อปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้าทั้งหมดด้วยแล้วหันมาส่งเสริมให้มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ใช้โล่ติ้น สารสกัดสะเดา ยาเส้น(ยาสูบ) แทนเพื่อให้เกิดความปลอดภัยก้าวไปสู่การเป็นครัวโลกได้อย่างปลอดภัย และสามารถตรวจทานย้อนกลับถึงวัตถุดิบต้นทางของอาหารจากผู้ผลิตได้ เกิดความปลอดภัยทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม เกิดความมั่นคงยั่งยืนต่อกระบวนการผลิต ซึ่งเกษตรกรจะสามารถช่วยลดต้นการผลิตลง และช่วยให้ประเทศไทไม่ต้องงบประมาณหลายแสนล้านด้วย