ย้อนอีกครา”ซีมา ปารีส”ในแดนน้ำหอม ต้นแบบ”ซีมา เอาเซียน”

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย.. ดลมนัส  กาเจ

            “การสัมผัสงานซีมา ปารีส ทำให้นึกถึงการใฝ่ฝันของรัฐบาลไทย กำลังมีจินตนาการจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศโดยเน้นภาคการเกษตรและอุสาหกรรมภายใต้โมเดล”ไทยแลนด์ 4.0”  แต่ในสภาพความเป็นจริงของภาคการเกษตรไทย ยังถือว่าล้าหลัง  ห่างไกลกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ภาคการเกษตรยังใช้แรงงานคนเป็นหลัก “

            อีกครั้ง ที่ได้มีโอกาส ย้อนไปสัมผัสในงานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีการเกษตรที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ภายใต้ชื่องาน“แสดงสินค้านานาชาติทางด้านธุรกิจการเกษตรแบบครบวงจร” หรือ “ซีมา ปารีส 2017”( SIMA Paris 2017) ครั้งที่ 77 ณ ศูนย์แสดงสินค้า ปารีส นอร์ท ลิลพัลท์  ทางตอนเหนือของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส  ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์-2 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา ตามตามคำเชิญของหอการค้าไทย-ฝรั่งเศส และ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด หลังจากที่เมื่อ 2 ปีก่อนเคยไปสัมผัสงาน “ซีมา ปารีส  ครั้งที่ 76 มาแล้วเมื่อเดือนมีนาคม 2558 ณ ที่เดียวกัน ตามคำเชิญบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้จัดงาน ซีมา อาเซียน ไทยแลนด์ ” ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค อาริน่า เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรีการ  

         การไปสัมผัสงาน “ซีมา ปารีส 2017” ในครั้งนี้ได้มีโอกาสไปดูงานอื่นอีกด้วยเป็นงานเกษตรแฟร์ เก่าแก่ของฝรั่งเศสอีกงานหนึ่งชื่องานว่า  SIA: Salon International de l’Agriculture จัดขึ้นที่ Paris Expo Porte de Versailles ทางใต้ของปารีส ถือเป็นคนละมุมกับกับงาน ซีมา ปารีส

            เช้าตรู่ในวันที่อากาศหนาวเหน็บถึง 0 องศาเซลเซียส เราเลือบสายตาเห็น หอไอเฟลชูตระหง่านเหนือตึก  อยู่เบื้องไกล ขณะที่เครื่องบินลำจัมโบ้ 2 ชั้น ของสายการบินไทย แตะวันเวย์ สนามบินนานาชาติ“ ชาร์ล เดอ โกล “(Paris-Charles de Gaulle Airport)  หรือเรียกโดยทั่วไปว่า ท่าอากาศยานรัวซี (Roissy) ย่านรัวซี กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมีทีงานของบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัดรอต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว เพื่อไปส่งที่พัก ณ โรมแรมที่พัก”เมอร์คิว โฮเตล”(MERCRE HOTEL) ใกล้สถานรถไฟ Gare du Nord ใจกลางกรุงปารีสก็

          เกือบเที่ยงแล้ว ไม่มีใครได้สร้างความมั่นคงให้กับกระเพาะเลย เพราะต่างกุลีกุจอ ออกจากที่พักนั่งรถไฟให้ดินไปอีกถึง 3 ต่อ กว่าจะถึงงาเป็นงานเกษตรแฟร์ ของฝรั่งเศส ชื่องาน SIA (SIA: Salon International de l’Agriculture )ซึ่งเป็นงานที่เน้นด้านปศุสัตว์ ที่ สุกัญญา  เอื้อชูชัย ผู้อำนวยการหอการค้าฝรั่งเศส -ไทย อดีตนักเรียนเก่าฝรั่งเศส บอกว่า Sia ถือเป็นงานที่เกี่ยวกับการ ที่เน้นด้านปศุสัตว์ ที่เก่าแก่อีกงานหนึ่งของฝรั่งเเศส จัดมาทุกปีตั้งแต่ปี ค.ส.1970 ในพื้นที่ 5 ฮอลล์ เพื่อให้คนเมืองได้เห็นถึงวิถีชีวิตของเกษตรกรและการแปรรูปอาหารจากเนื้อสัตว์ในรูปแบบต่างๆ 

            ในงาน จะมีการนำสัตว์ชนิดต่างๆ แต่ละสายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อไปโชว์ ไม่ว่าจะเป็นแพะ แกะ สุกร โค เป็นต้นในจำนวนนี้จะมีสายพันธุ์แท้ ที่คนไทยรู้จักดี อาทิ โคพันธุ์ ชาร์โรเล่ส์  แพะพันธุ์ชาแนน เบอร์ เป็นต้น จากการสังเกตุภายในงานเกษตรแฟร์ที่กรุงปารีสในครั้งนี้ ที่มีความแตกต่างโดยสิ้นเชิงวไปจากการเกษตรแฟร์บ้านเราคือ แม้จะมีการนำสัตว์ไปโชว์ในฮอลล์ จำนวนมาก แต่จะมีการโชว์อุตสาหกรรมปลายน้ำที่ต่อเนื่องจากสัตว์ที่โชว์ คือจะมีการสาธิตในการแปรรูทำเป็นอาหารชนิดต่างๆ โดยเน้นขายเครื่องจักร์สำหรับแปรรูปเนื้อสัตว์เป็นผลิตภัณฑ์มากกว่าที่ขายพันธุ์สัตว์เหมือนในบ้านเรา

            จนเวลาล่วงเลยไปหลายชั่วโมงเราจึงไปเดินช้อป ซื้อสินค้าบางอย่างในโซนที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆคล้ายกับงานโอท็อปในบ้านเราก่อนที่กลับไปที่พักเพื่อเตรียมตัวไปงานใหญ่ ตามที่ได้รับเชิญมา

            เช้าวันรุ่งขึ้น เราฝ่าอากาศหนาวเย็นอีกระลอกอีกครั้งไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน Gare du Nord จุดหมายปลายทางงานมหกรรม“แสดงสินค้านานาชาติทางด้านธุรกิจการเกษตรแบบครบวงจร” หรือ “ซีมา ปารีส 2017”( SIMA Paris 2017) ครั้งที่ 77 จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์-2 มีนาคม 2560  ณ ศูนย์แสดงสินค้า ปารีส นอร์ท ลิลพัลท์  ทางตอนเหนือของกรุงปารีส

            งาน”ซีมา ปารี” ถือเป็นงานแสดงสินค้านานาชาติทางด้านธุรกิจการเกษตรแบบครบวงจร ที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากงาน”อะกรีเทคนิก้า”ที่จัดขึ้นในประเทศเยอรมันนี โดยงานนี้จะจัดขึ้นปี 2 ปีต่อ 1 ครั้ง ภายในงาน ไม่เพียงเป็นงานแสดงสินค้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรครบวงจรที่ยิ่งใหญ่ของโลกเท่านั้น หากแต่เป็นแสดงที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวกรรมการเกษตรที่มองไกลถึงภาคการเกษตรแห่งอนาคตที่ยาวไกลข้างหน้าข้ามทศวรรษ

            ศูนย์แสดงสินค้า ปารีส นอร์ท ลิลพัลท์ ศูนย์แสดงสินค้าขนาดใหญ่เป็นรูปทรงครึ่งวงกลมอยู่ในเนื้อที่ 185 ไร่ ภายในศูนย์แสดงสินค้าแห่งนี้แบ่งพื้นที่จัดงานเป็น 7 ฮอลล์ กินเนื้อที่สำหรับพื้นที่การจัดนิทรรศการราว 3 แสนตารางเมตร โดยบริษัท คมเอ็กซ์โปเซียม จำกัด(COMEXPOSIUM) แห่งฟรั่งเศสเป็นแม่งานใหญ่

            การสัมผัสงานซีมา ปารีส ทำให้นึกถึงการใฝ่ฝันของรัฐบาลไทย กำลังมีจินตนาการจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศโดยเน้นภาคการเกษตรและอุสาหกรรมภายใต้โมเดล”ไทยแลนด์ 4.0”  แต่ในสภาพความเป็นจริงของภาคการเกษตรไทย ยังถือว่าล้าหลัง  ห่างไกลกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ภาคการเกษตรยังใช้แรงงานคนเป็นหลัก โดยเฉพาะชาวนายังใช้รถไถ่นาคนเดินตาม และเกี่ยวเกี่ยวข้าวด้วยแรงงานคน  ส่งผลให้เสียเวลาและต้นทุนการผลิตสูง  ขณะที่ภาคการเกษตรในประเทศที่พัฒนาโดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป มีการพัฒนาเทคโนโลยีไปไกลแล้ว จึงไม่แปลกเลยว่า ผู้คนในวงการเกษตร ต่างมุ่งหน้าสู่งานนี้ เนื่องจากภายในงานมีการแสดงเทคโนโลยี่สมัยใหม่ ที่กำหนดถึงภาคการเกษตรในทศวรรษหน้าจะเป็นอย่างไร

            สิ่งที่เห็นชัดภาคการเกษตรในภูมิภาคยุโรป มีการวางแผนล่วงถึงอีก 10 ปีว่าจะเป็น อย่างไร เมื่อสภาพความเป็นจริงของโลกใบนี้ คนงานภาคการเกษตรกำลังขาดแคลนอย่างหนัก ทำให้บริษัทต่างๆในแวดวงการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตร ได้จินตนาการ และลงมืองานวิจัยจริง เพื่อนำไปใช้ในทศวรรษหน้า อย่างทางค่าย เคส ไอเอช (CASE IH) จากสหรัฐอเมริกา ได้นำรถแทรกเตอร์เอนกประสงค์   ไร้คนขับ ซึ่ง นายวินเซนต์ เฮซันเบิร์ก ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของ เคส ไอเอช บอกว่า เป็นเครื่องจักรกลการเกษตรต้นแบบ ที่เพิ่งมาเป็นครั้งแรก ใช้ควบคุมด้วยระบบดีจิตอล โดยใช้ระบบจีพีเอสเป็นผู้นำทาง ในลักษณะคล้ายโครนภาคพื้นดิน ปัจจุบันกำลังศึกษารายละเอียดของความปลอดภัยในระหว่างการปฏิบัติงาน อย่างกรณีเจอหลุ่ม หรือต่อไม้ขนาด คาดว่าคงใช้เวลาอีกสักระยะกว่าจะสมบูรณ์และออกสู่ตลาด แต่ราคาต้องยอมรับว่าค่อนข้างจะสูง

            ส่วนค่าย นิว ฮอนแลนด์ ซึ่งถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตร จากสหรัฐอเมริกาเช่นกัน สามารถผลิตรถแทรกเตอร์เอนกประสงค์ที่ใช้ได้ทั้ง 2 ระบบคือทั้งระบบคนขับปกติ และไร้คน ปัจจุบันมีการใช้ในงานประเทศสหรัฐอเมริกา

            ขณะที่ค่าย จอร์น เดียร์ (JOHN DEERE) ซึ่งถือเป็นยักษ์ใหญ่ของ สหรัฐอเมริกาอีกบริษัทหนึ่ง ได้นำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เป็นแทรกเตอร์ เซบัส เทียน วาลลาส (Sebastien Vallas)ใช้พลังงานไฟฟ้าแทนพลังงานน้ำมันปิโตรเลี่ยม  โดยใช้ไฟฟ้าขนาด 130 เมกะวัตต์ การชาร์ดพลังงานไฟฟ้าแต่ละครั้งจะใช้เวลา 5 ชั่วโมง จะเท่ากับการเติมน้ำมันดีเซล 100 ลิตร รถแทรกเตอร์ จะสามารถทำงานได้ 3-4 ชั่วโมง ใช้ได้ทั้งในนาข้าว และพีชไร่ มีความแรงไม่แตกต่างไปจากการใช้น้ำมัน แต่ประหยัดกว่า เปิดตัวครั้งแรกในงานนี้ แต่ยังเป็นเครื่องต้นแบบ ที่ต้องศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป

            ปกติงาน “ซีมา ปารีส จะจัดเฉพาะที่กรุงปารีสเท่านั้น แต่เมื่อ 2 ปีก่อน ( ปี 2558)  ทางบริษัท คมเอ็กซ์โปเซียม จำกัด(COMEXPOSIUM) แห่งฟรั่งเศส แม่งานซีมา ปารี มองว่าในภูภาคโลกมีศักยภาพด้านภาคการเกษตรสูงโดยเฉพาะในอาเซียน จึงเลือกประเทศไทย เนื่องจากเขามองว่าไทยมีศักยภาพด้านการเกษตรสูง และเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลกด้วย จึงขยายจัดงาน”ซีม่า”  ร่วมกับ  บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด มาจัดในประเทศไทยชื่องานว่า “ซีมา อาเซียน ” จัดขึ้นครั้งแรกที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค อาริน่า เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ระหว่างวันที่ 17 – 19 กันยายน 2558 ภายใต้ชื่องาน “ซีมา อาเซียน ไทยแลนด์ 2615”

            ปีนี้งานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติเพื่อธุรกิจการเกษตรที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ “งานซีมา อาเซียนไทยแลนด์ 2017” (IMA ASEAN Thailand 2017) ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 9 กันยายน 2560 ณ อาคาร 5 – 6  ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี และริมทะเลสาบ เมืองทองธานี   จ.นนทบุรี ถือเป็นงานใหญ่ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีการเกษตรในภูมิภาคนี้

          สำหรับปีนี้ งาน” SIMA ASEAN Thailand” อันเป็นงานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติเพื่อธุรกิจการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ที่การันตีคุณภาพงานด้วยมาตรฐานสากล ‘UFI Approved Event’จากสมาคมอุตสาหกรรมการจัดงานแสดงสินค้าโลก (UFI)

                วันสุดท้ายในมหานรคปารีส เป็นวันอิสภาพจากการทำงานทั้งเป็นงานเกษตรแฟร์ ของฝรั่งเศส หรือ งาน SIA และซีมาปารีส เราตัดสินใจนั่งรถไฟฟ้าจาก  มุ่งหน้าสู่สถานรถไฟฟ้ากรุงปารีส เป้าหมายดกินด้วยเท้าชมเมือง หารือของฝากระหว่างเป้าหมายปลายทางหอไอเฟร ที่ใครและใครต่างให้นิยามว่าไปปารีสถ้าไม่ถึงหอไอฟร ถือว่ายังไม่ถึงปารีส  และอีกแห่งย่านถนนอันศิวิไลส์ เปรียราชดำเนินของกรุงเทพมหานครนั่นเอง

            ท้องฟ้าปิด เม็ดฝนโปรยละอองเบาบาง ขณะที่เราลงรถไฟฟ้าที่สถานนีกลางกรุงปารีส อยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑ์ลูฟ  เราไปกัน 3 คนแต่มีเป้าหมายที่ต่างกัน ผู้หญิงต้องการไปชมพิพิธภัณฑ์ลูฟ อีกคนอยากไปหอไอเฟร ขณะอีกคนอยากไปผมต้องการไปสัมผัสย่านถนนฌ็องเซลิเซ่ เพราะเคยไปสัมผัสหอไอเฟรมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน

            ในที่สุดเราแยกเป็น 2 ทาง ผู้หญิงต้องการไปชมพิพิธภัณฑ์ ผู้ชาย 2 คนเดินเท้าฝ่าละอองฝย มุ่งหน้าสู่ไอเฟรที่เห็นโดมโผล่เหนือหน้าตึกลิบๆ ประมาณการด้วยสายตาว่า เราน่าจะใช้เวลาเดินราวครึ่งชั่วโมง เราตัดสินใจถอดน่องก้าวจ้ำๆเดินไปชมของตามร้านไปเรื่อยเปือย ข้ามแยก ข้ามถนน ไปตามภาพที่เห็นเบื้อหน้าจนเมื่อยล้า ยกนาฬิกาดู โอ้…การคาดคะเนด้วยสายตา ไม่ใช่คำตอบที่แม่นยำ เอาการจริง เราใช้เวลาเดินเท้าราว 3 ชั่วโมง ระยะทางน่าจะเกินกว่า 10 กม.

            เราใช้เวลากับการบันทึกภาพ และชมความมหัสจรรย์ของหอไอเฟรนานพอสมควร โดยให้เหตุว่า กว่าจะมาถึงใช้เวลาเดินเท้าฝ่าละอองฝนมาพอสมควร และแล้วเราต่างหันมองหน้า ราวกับกระแสจิตส่งถึงกัน ก่อนพนักหน้าก้าวขาเดินกลับไปอีก เพื่อกลับสู่ที่พักในค่ำคืนสุดท้ายใกล้ๆกับศูนย์แสดงสินค้า ปารีส นอร์ท ลิลพัลท์  ทางตอนเหนือของกรุงปารีสนั่นเอง

            รุ่งขึ้นเราอำลาปารีส พร้อมนำข้อมูลที่เก็บมาเล่ากันต่อ ณ หน้าเว็ป”เกษตรทำกิน” (kasettumkin.com)แห่งนี้ครับ