ความนั่นคงด้านอาหาร กับภาคเกษตรไทย ศตวรรษที่21

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย…ดร.อภิชาติ  ทองอยู่

          “สกายกรีน” สิงค์โปร์ ทำการผลิตเกษตรแนวตั้ง ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า A-GO-GO  ใช้ไฮโดรลิกหมุนแปลงพืชผักเพื่อรับน้ำและแสงแดด และใช้ระบบหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้อีก   ให้ผลผลิตมากกว่าฟาร์มปรกติ 5-10 เท่า   ตั้งเป้าส่งอาหารเข้า มาเลย์ อินโด จีน และยุโรป”

          องค์กรระดับโลกหลายองค์กรไม่ว่า    สหประชาชาติ สถาบัน Worldwatch ฯ    ต่างไม่มั่นใจถึงเรื่องความมั่นคงของอาหารในศตวรรษที่ 21  ด้วยเหตุผลจาก ความแปรปรวนของภูมิอากาศ   การขยายตัวของประชากร และการปรับตัวของเศรษฐกิจสู่โลกยุคใหม่ ฯ ปัจจัยเหล่านี้อาจนำมาซึ่งวิกฤตอาหารของโลก โดยเฉพาะ “เลสเตอร์ บราว์น” นักสิ่งแวดล้อมรุ่นบุกเบิกก่อตั้ง  สถา บัน Worldwatch ที่กล่าวถึงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างการผลิตภาคเกษตรกรรมกับปริมาณน้ำของโลก

          ครั้นกาลเวลาผ่านมาถึงวันนี้ความก้าวหน้าของโลกยุค 4.0       ก็พัฒนาระบบเกษตรกรรมขึ้นอย่างก้าวหน้ามีทั้งเกษตรแนวตั้ง เกษตรหุ่นยนต์ และเกษตรแอโรฟาร์ม ทุกแนวทาง-ทุกนวัตกรรมต่างก็มีการศึกษาวิจัยและปฏิบัติการหลายรูปแบบ    สามารถสร้างผลผลิตได้มากกว่าเกษตรยุคก่อนอย่างท่วมท้น แถมใช้พลังงานและน้ำ รวมถึงต้นทุนน้อยลงกว่าเก่ามากทีเดียว

          สกายกรีน” สิงค์โปร์ ทำการผลิตเกษตรแนวตั้ง ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า A-GO-GO  ใช้ไฮโดรลิกหมุนแปลงพืชผักเพื่อรับน้ำและแสงแดด และใช้ระบบหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้อีก   ให้ผลผลิตมากกว่าฟาร์มปรกติ 5-10 เท่า   ตั้งเป้าส่งอาหารเข้า มาเลย์ อินโด จีน และยุโรป

           ขณะที่ญี่ปุ่นจัดสร้างฟาร์มหุ่นยนต์ ใช้ระบบอัตโนมัติควบคุมแสง การให้น้ำ และการดูแลทั้งระบบ รวมทั้งระบบฆ่าเชื้อ ตรวจสอบโภชนาการที่มีคุณค่า     มีความปลอดภัยสูง    ซึ่งปลูกผักกาดหอมได้ผลผลิต 30,000  หัวต่อวัน   เป็นระบบประหยัดน้ำ ประหยัดต้นทุน! ขณะที่ อโกรฟาร์ม  ในรัฐนิวเจอร์ซี  สหรัฐอเมริกามีการจัดการผลิตระบบเกษตรกรรมอาหารแบบผสมผสาน ที่สร้างผลผลิตสูงถึงปีละกว่า 900,000 กก. ใช้ระบบแอโรโฟนิคควบคุมการผลิตทั้งระบบ  ใช้เวลาสร้างผลผลิตสั้นกว่าเกษตรกรรมระบบเดิมทั่ว ๆ ไปครึ่งหนี่ง!แต่ได้ผลผลิตสูงกว่ามหาศาลทั้งยังปลูกได้ทั้งปีอีก   และผลิตผลที่ได้ก็มีมาตร ฐานสูงใช้พื้นที่รวมต่อแปลง 70,000 ตารางฟุต ปัจจุบันกำลังวางแผนขยายฟาร์มระบบนี้ไปอีก 15 แห่งทั่วโลก

        นี่คือความเคลื่อนไหวของภาคเกษตรกรรมและการพัฒนาความมั่นคงด้านอาหารในโลกยุคใหม่ ที่ไม่ปล่อยให้โลกต้องเผชิญวิกฤตด้านอาหาร ตามที่มีการพยากรณ์จากนักคิดโลกเก่าที่ทำนายผ่านองค์กรระดับโลกไว้!

        ที่น่าเป็นห่วงก็แต่เกษตรกรไทยนี่แหละที่คงต้องปรับตัวพัฒนาทั้งใน “แปลงปลูก” และ “ความคิด”   ที่ต้องรู้เท่าทันความเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้น เพื่อปรับสร้างให้การเกษตรรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไปได้ การพึ่งฟ้าฝนและธรรมชาติโดด ๆ     คงไม่เท่าทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างก้าวหน้ารวดเร็วด้วยเหตุว่าเศรษฐกิจฐานความรู้ ต้องรู้เท่าทันโลกด้วยความรู้ ขณะที่ต้องสร้างโอกาส ด้วยนวัตกรรมและคุณภาพผลผลิต!

          นี่คือโจทย์ใหญ่สำคัญของประเทศไทย 4.0 การร้องขอรอรัฐฯอย่างที่เคยชินนั้น มีหวังไปไม่รอด!