วอนระงับถอนใบอนุญาติ”พาราควอต”ยันEPA ยังยอมรับอยู่

  •  
  •  
  •  
  •  

“ซินเจนทา” เตรียมทำหนังสือถึงกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรฯและกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ทบทวนนโยบาย ระงับการนำเข้า จำหน่ายและจะไม่อนุญาตให้ต่ออายุการขึ้นทะเบียนสารยาฆ่าหญ้า”พาราควอต” เพราะทำให้เกษตรกรกว่า1.5 ล้านเดือดร้อน ระบุไม่มีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน จากดับเบิ้ลยูที่โอ สำนักงานปกป้องสหรัฐยังยอมรับ ยืนยันประเทศที่พัฒนาอย่าง สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สหภาพยุโรปหืรืออียู อเมริกาใต้  บราซิล  ญี่ปุ่น  อินโดนีเซียยังใช้อยู่

        นายธนัษ อภิเวศ ผู้อำนวยการ บริษัท ซินเจนทา ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุข  เสนอให้มีการระงับการนำเข้า จำหน่ายและจะไม่อนุญาตให้ต่ออายุการขึ้นทะเบียนของสารอารักขาพืชหรือ ยาฆ่าหญ้าพาราควอต ภายใต้ชื่อกรัมม็อกโซน โดยให้เหตุผล ว่า สารพาราควอต มีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ใช้นั้น ทางบริษัท ฯ อยู่ระหว่างการทำหนังสือถึงกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกรรมการ ในคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้ทบทวนนโยบาย ระงับการนำเข้า จำหน่ายและจะไม่อนุญาตให้ต่ออายุการขึ้นทะเบียนของสารอารักขาพืชหรือ ยาฆ่าหญ้าพาราควอตดังกล่าว

         ทั้งนี้จากการสอบถามเกษตรกรในขณะนี้รู้สึกกังวล เพราะหากมีการถอดถอนสารพาราควอต และต้องหันไปใช้สารชนิดอื่นจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น โดยพาราควอตนิยมใช้กันมาก ครอบคลุมเกษตรกรมากกว่า 1.5 ล้านคน ในการปลูกพืชไร่ ยางพารา อ้อย มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมัน  ที่เป็นพืชเศรษฐกิจของไทย ซึ่งบริษัทฯยืนยันว่าข้ออ้างดังกล่าวยังไม่มีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน  องค์การอนามัยโลก(WHO) ยังไม่รับรองในผลวิจัยนี้ และจัดให้อยู่ในกลุ่มสารที่ไม่อันตรายสูง ในขณะที่  สำนักงานปกป้องสหรัฐ หรือEPA ก็ยอมรับ โดยพาราควอตเป็นสินค้าที่เกษตรกรนิยมใช้มาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี

          “หากมีการระงับนำเข้าพาราควอตจะทำให้เกษตรกรกว่า 1.5 ล้านคนได้รับผลกระทบต้นทุนในการจำกัดวัชพืชจะเพิ่มขึ้น 5-7 เท่า  ซึ่งผลกระทบจะไม่เพียงเกษตรกร แม้แต่การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็ยังได้รับผลกระทบ เพราะใช้กรัมม็อกโซน หรือ พาราควอตในการฉีดฆ่าหญ้าตามรางรถไฟ  เพื่อให้รถไฟสามารถวิ่งได้ไม่เกิดหญ้าปกคลุมรางรถไฟ”นายธนัษ กล่าวว่า

         เขา บอกด้วยว่า ใน ปี 2560 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวม 5,500 ล้านบาท เติบโตประมาณ 10% จากปีก่อนมียอดขายรวม 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากสารอารักขาพืช ที่บริษัท ประมาณ 20 ชนิด มูลค่า 3,500ล้านบาท ยอดขายจากธุรกิจกลุ่มเมล็ดพันธุ์มูลค่า 1,500 ล้านบาท โดยรายได้หลักประมาณ 20%  หรือประมาณ 1,000 ล้านบาทของรายได้รวมของบริษัทฯ  มาจากสารพาราคอต ซึ่ง นิยมใช้กันมากในการปลูกพืชไร่ ยางพารา อ้อย มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมัน  ที่เป็นพืชเศรษฐกิจของไทย ซึ่งบริษัทฯทำธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 50 ปี ในแต่ละปีจะมีการลงพื้นที่เพื่อพบปะกับเกษตรกร เพื่อสำรวจผลของการสินค้าของบริษัท

          ปัจจุบันพบ เกษตรกรไม่มีปัญหากับการใช้สารพาราควอต เพราะ พาราควอตเป็นย่าฆ่าหญ้าชนิดออกฤทธิ์ เห็นผลเร็วและปลอดภัย ภายหลังฉีดหญ้าจะตายทันที เมื่อสารพาราควอตตกถึงพื้น จะสิ้นฤทธิ์จึงไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในดิน อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่าสารเคมีอื่นประมาณ 6-7 เท่า และเมื่อเทียบกับสารชนิดอื่นที่ออกฤทธิ์ช้า ภายหลังใช้แล้วเกษตรกรไม่สามารถลงมือเพาะปลูกได้ทันที

          “กลุ่มอารักขาพืชของซินเจนทา มีสัดส่วนการตลาดในประเทศไทย กว่า 20 %  เป็นอันดับ  1 ในขณะที่มีการส่งออกบ้างแต่ไม่มาก ในบังคลาเทศ  ส่วนธุรกิจเมล็ดพันธุ์ส่วนใหญ่80 %เป็นเมล็ดข้าวโพด ถือเป็นอันดับหนึ่งของกลุ่มอุตสาหกรมธุรกิจเมล็ดพันธุ์ พาราควอตเป็นสินค้าที่เกษตรกรนิยมใช้มาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี ปัจจุบันยังมีการใช้ใน สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สหภาพยุโรปหืรืออียู อเมริกาใต้  บราซิล  ญี่ปุ่น  อินโดนีเซียและบังคลาเทศ “นายธนัษ กล่าว

          เท็จจริงอย่างไร ทางสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “เกษตร ปลอดภัย สานพลังความรู้สู่เกษตรกร” ในวันศุกร์ที่ 14 กรกฏาคม 2560 เวลา 08.00 – 12.30 น. ณ ห้องรวงข้าว อาคารวชิรานุสรณ์ คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน กรุงเทพฯ เชิญฟังได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย