สหรัฐฯงัดกฏเหล็กนำเข้าสัตว์น้ำ13 รายการ”ทูน่า”ไทยโดนเต็มๆ

  •  
  •  
  •  
  •  

ส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำไปยังสหรัฐฯ กระอักอีก  กระทรวงพาณิชย์มะกัน เตรียมประกาศใช้กฎเหล็ก กำหนดให้สินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำนำเข้า รวม –13 รายการ ต้องจัดทำระบบจัดเก็บข้อมูลต้นทางของสินค้าประมง แหล่งจับ/ แหล่งเลี้ยงสัตว์น้ำ ไปจนถึง ณ ด่านนำเข้าที่สหรัฐอเมริกา มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2561นี้ ส่งผลกระทบโดยตรงกับการส่งออกปลาทูน่าไทยอย่างแน่นอน ไทยได้ยกยกเว้นกุ้งและหอยเป๋าฮื้อ

           ผลสรุปผลการประชุมหารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอัครราชทูต (ฝ่ายการเกษตร) ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี และกงสุล (ฝ่ายการเกษตร) ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจลลิส เรื่อง การประกาศใช้กฎระเบียบSeafood Import Monitoring Program(SIMP)

           National Marine Fisheries Service (NMFS), National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกาจะประกาศใช้กฎระเบียบ Seafood Import Monitoring Program(SIMP)ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไปโดยกฎระเบียบดังกล่าวกำหนดให้สินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำนำเข้า รวม -13 รายการ ต้องจัดทำระบบจัดเก็บข้อมูลต้นทางของสินค้าประมง แหล่งจับ/ แหล่งเลี้ยงสัตว์น้ำ ไปจนถึง ณ ด่านนำเข้าที่สหรัฐอเมริกา เช่น ระบุชนิดปลา สถานที่และวิธีการจับ รวมถึงวิธีการเลี้ยง ส่งผลให้สินค้าประมงของไทยได้รับผลกระทบคือ ปลาทูน่า .ในขณะที่ สินค้าประมงของไทยที่ยังได้รับการยกเว้นอยู่คือ กุ้งและหอยเป๋าฮื้อ ทั้งนี้ กรมประมงและสมาคมที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมโดยจัดทำข้อมูลบันทึกไว้ตลอดห่วงโซ่การผลิต

                                                              รูปนี้จาก:dek-d.com

            นอกจากนี้ สมาคมต่างๆของไทย ได้คัดเลือกผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐาน GAPเพื่อไปตรวจรับรองมาตรฐาน Best Aquaculture Practices หรือ “BAP” ซึ่งเป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้น เพื่อให้ผู้ผลิตสินค้าสัตว์น้ำ ซึ่งครอบคลุมทั้งโรงเพาะฟักอนุบาล ฟาร์ม และโรงงานแปรรูป ต้องดำเนินธุรกิจโดยมีความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ใส่ใจกับความปลอดภัยของสินค้าอาหาร โดยต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับสินค้าได้เพื่อให้ผู้ประกอบการสหรัฐฯ เกิดความเชื่อมั่นในสินค้าประมงของไทย

            สำหรับความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย–สหรัฐอเมริกา กำหนดดังนี้

           ด้านอารักขาพืชหน่วยงาน Animal and Plant Health Inspection Service (APHIS)กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ได้หารือเกี่ยวกับการลงนามความเข้าใจ(MOU) ด้านการกักกันและการอารักขาพืชโดยMOU ดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านเทคนิคการเกษตร การเปิดตลาดสินค้าเกษตรชนิดใหม่ รวมทั้งเพิ่มการศึกษาวิจัยเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ทันสมัยให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

           อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการพิจารณาร่างMOU ในส่วนของสารัตถะได้ทิ้งช่วงระยะเวลาค่อนข้างนาน ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นควรจัดการประชุมร่วมกันเพื่อหารือรายละเอียดความร่วมมือต่างๆ ได้แก่ 1) ร่วมกันพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปร่างMOU 2) แสดงความพร้อมของฝ่ายไทยในการลงนามในเอกสารOperational Work Plan (OWP) ภายใต้โครงการตรวจสอบผลไม้ฉายรังสีก่อนการส่งออก ไทย-สหรัฐอเมริกา(Preclearance Program) 3) หารือประเด็นการเปิดตลาดสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพระหว่างกัน และ 4) สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎระเบียบในการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรไทย–สหรัฐอเมริกา

            ด้านการชลประทานสหรัฐอเมริกามีเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าในเรื่องการบริหารจัดการน้ำเป็นทั้งการใช้เครื่องจักรกลที่ทันสมัยในการบริหารจัดการระบบชลประทานทั้งในขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ที่ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรเกือบทั้งประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่รัฐแคลิฟอร์เนียได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่เนื่องจากมีการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพจึงสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างมาก

           ดังนั้น จะเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพจากสหรัฐอเมริกา ผ่านการหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา และอาจนำไปสู่การจัดทำบันทึกความเข้าใจด้านการบริหารจัดการน้ำระหว่างกัน เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของไทยในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสมมาปรับใช้ที่ประเทศไทยซึ่งสอดรับและสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่การเกษตรนับเป็นปัจจัยหลักสำคัญ

           ด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับ Agricultural Research Service (ARS) กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA)อยู่ระหว่างการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจ(MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยการเกษตร ซึ่งหากมีการลงนาม MOU ดังกล่าวจะเป็นกรอบความร่วมมือกรอบใหม่ที่สำคัญครอบคลุมทั้งด้านพืช สัตว์ และประมง โดยจะมีส่วนเสริมสร้างเครือข่ายนักวิจัยของทั้งสองประเทศให้มีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นมีการนำผลวิจัยมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับภาคการเกษตรไทยซึ่งหากมีการหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองฝ่าย น่าจะเป็นการเร่งรัดให้มีการพิจารณาร่างMOU ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว

            โอกาสในการขยายสินค้าเกษตร อาทิ ผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวแช่เยือกแข็ง ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ผลิตโดยใช้กระบวนการ High Pressure Processing (HPP) เพื่อให้คงกลิ่น และรสชาติให้เหมือนธรรมชาติมากที่สุด อย่างไรก็ตาม กฎระเบียบ USFDA ได้กำหนดให้น้ำผลไม้เป็นสินค้าที่ต้องมีการผลิตภายใต้การควบคุมจุดวิกฤตในกระบวนการผลิต(Hazard Analysis and Critical Control Point: HACCP) และ USFDA ยังไม่รับรองวิธีการ HPP ในการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์และสปอร์ โดยวิธีการที่ USFDA รับรองได้แก่ การเพิ่มความเป็นกรด เติมไนเตรท เพิ่มความเค็ม หรือวิธีการอื่นใดที่ USFDA ยอมรับว่าสามารถควบคุมการเจริญของสปอร์ได้ ซึ่งพบว่าสินค้าของบริษัทส่งออกของไทยดังกล่าว ได้ทำการเพิ่ม Micro filterทำให้สามารถส่งออกได้ โดยคาดว่าจะสามารถส่งสินค้าล็อตแรกได้ในเดือนมกราคม 2561 นี้

           ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวนับว่าเป็นโอกาสสำหรับสินค้าน้ำผลไม้แปรรูปของไทย ซึ่งจะได้ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีดังกล่าว ในการเพิ่มมูลค่าของสินค้าน้ำผลไม้ ชนิดอื่นเพื่อให้คงรสชาติ และกลิ่นไว้ให้ได้มากที่สุด

ที่มาข้อมูล : thaigov.go.th

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ